Showing posts with label ADMIN's CORNER!!. Show all posts
Showing posts with label ADMIN's CORNER!!. Show all posts

Saturday, December 06, 2014

'ment 10 ข้อของผู้หญิงที่ “พึ่งตัวเองได้”

เอามาจากเว็บ อ่านแล้วเออ เราก็เข้าข่าย "ผู้หญิงที่พึ่งตัวเองได้" เหมือนกันนะ แต่... 555

1. เธอจะให้แรงบันดาลใจดีๆ กับคุณ 
พวกเธอเหล่านั้นพร้อมชนทุกปัญหาที่พวกเธอเจอ เธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความกลัว แต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือ การกลัวที่จะไม่ได้ใช้ความสามารถที่เธอมีอย่างเต็มที่ในทุกๆ เรื่อง และนี่คือสิ่งหนึ่งที่คุณจะได้จากพวเธอเหล่านี้ >> เหรออออ???

2. เธอไม่เชื่อว่าคบกันต้องตัวติดกันตลอด! 
หากคุณต้องการคนที่จะอยู่กับคุณตลอด ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด คุณอาจจะหาไม่ได้ในผู้หญิงพวกนี้ เธอรักคุณ และเห็นคุณคือส่วนหนึ่งในชีวิต แต่ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของชีวิต >> อืมม... ถ้าทำให้เคยตัว มันก็นะ ยกเว้นว่าไปเจอกิจกรรมอะไรที่จะเอาจริงเอาจังล่ะก็ (เอาง่ายๆ คือ เข้าขั้นบร้าาาาา) งานนี้ เพื่อนก็เพื่อนเหอะ...

3. เธอไม่ขอความช่วยเหลือง่ายๆ 
คนแบบนี้จะมองว่า การขอความช่วยเหลือคือ การแสดงถึงความอ่อนแอ เธอจะไม่ขอความช่วยเหลือ และคุณก็ต้องเคารพในสิ่งๆ นั้น คุณสามารถเสนอความช่วยเหลือได้ แต่ถ้าเธอบอกว่า “ไม่” ก็คือ “ไม่” >> อันนี้ เป๊ะ แต่บางที เราเองก็ปากแข็งไป จนลืมว่าคนเราไม่สามารถทำได้ทุกเรื่อง + เกรงใจคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อนบ่อยๆ เหมือนกัน 55

4. เธอต้องการคนที่เข้มแข็งอยู่เคียงข้าง 
พวกเธอต้องการคนที่เข้าใจเธอ และให้ระยะห่างที่พอเหมาะกับเธอ เพราะฉะนั้น คงต้องเป็นผู้ชายที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง และ “พึ่งตัวเองได้” เช่นกัน ถึงจะคบกับพวกเธอได้ >> ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยมี "แฟรรนนน"

5. เธอชอบไปเที่ยวคนเดียว 
การผจญภัยไม่ว่าใกล้ หรือไกลนั้น เธอชอบไปคนเดียว เพราะมันคืออิสระที่พวกเธอชื่นชอบ และการไปคนเดียวมันทำให้เธอได้ประสบการณ์กลับมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง >> ประเด็นมันมาจากว่า วางแผนทีไร ล่มทุกที ไม่ก็คุยกันดิบดีว่าจะไปๆ คอนเฟิร์มกันเรียบร้อยปั๊บ งานเข้าจร้าาาา อด... นึกจะไป อยากจะไป ก็ไปเลยละกันนน!!

6. เธอมีเพื่อนน้อย
บางมุม เธอก็อาจจะดูน่ากลัว ทำให้เธอมีเพื่อนน้อย แต่เป็นเพื่อนที่ พอสนิทกันจริงๆ แล้ว เธอจะสนิทกับคนคนนั้นมากๆ เลยล่ะ >> สนิทจนกลายเป็นศัตรูอะดิ... เงิบ เบยยย 

7. เธอไม่เคยกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว 
หากคืนวันศุกร์ไม่มีใครว่างไปทานข้าว ดูหนัง พวกเธอก็ไม่หวั่น เธอสามารถไปทานมื้ออาหารสุดโรแมนติกกับตัวเองได้ และเป็นการดีที่เธอจะได้นั่งคิดอะไรเพลินๆ ไอเดียดีๆ ในการทำงานอีกด้วย >> ส่วนมากจะประเด็นเดียวกับข้อ 5 นะ มีบ้างที่รู้สึกอยากมีเวลาให้ตัวเอง ในที่สาธารณะ!!!

8. เธอประสบความสำเร็จด้วยตัวของเธอเอง
เธอเป็นตัวของตัวเอง เธอรู้ว่าความสามารถของเธอคืออะไร เธอรู้ว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิตของเธอ และเธอจะทำมันให้สำเร็จด้วยตัวของเธอเอง >> อืมม... มันเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวกับคนว่ะเฮ้ยยย

9. เธอรักที่จะรัก 
เธออาจจะดูเป็นคนไม่หวานกับใครเท่าไหร่นัก แต่เธอเชื่อในความรัก และมีวิธีแสดงความรักในแบบของเธอ ที่จริงๆ แล้วมีความหมายมากๆ เลยทีเดียว >> เวลาชีวิตคนเรามันน้อย จะมาเสียเวลามานั่งอ้ำๆ อึ้งๆ ทำไม ชอบใครก็เดินไปบอกกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่แคร์ด้วย (ว่ามีแฟนแล้วรึยัง เอ๊ะ.. ยังไง 55+)

10. เธอยึดคำแนะนำของ Shakespeare มีคำแนะนำของ Shakespeare ที่ว่า “To thine own self be true” และเธอเหล่านั้นก็ยึดถือขึ้นใจ คือ การไม่ยอมเปลี่ยนตัวตนของตัวเองเพื่อใคร เธอรู้จักปฏิเสธ หากไม่มีใครกอดเธอ เธอนั่นแหละที่จะกอดตัวเอง และอยู่รอดได้! >> คือ ไม่ชอบอ่านนิยาย เลยไม่ค่อยตามงานเขียนของ เช็คสเปียร์ อะดิ รู้จักแต่ วางตำแหน่งตัวเอง (แบบเชิงธุรกิจ ง่ะ) 555

December 3, 2014 Kiitdoo H/T: Likehack

Friday, March 08, 2013

วิทยาศาสตร์ศิลปกรรม... หลักสูตรในจินตนาการ

ได้เห็นเบื้องหลังงานโฆษณาหนังเรื่อง Contagien (น่าจะเขียนประมาณนี้นะ) เมื่อราวๆปีที่แล้ว ส่วนชื่อหลักสูตรในจินตนาการนี้ก็คิดไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนไว้ให้ดูเล่น
สำหรับตัวเบื้องหลังโฆษณาที่ว่านีเใช้หลักการเติบโตของแบคทีเรียในเคมีอะรไสักอย่างที่ฉาบบนแผ่นป้าย ระยะเวลาที่ผ่านไปแบคทีเรียจะโตมาเป็นตัวอักษรที่เป็นชื่อหนัง ซึ่งจริงๆแล้วเคมี หรือสิ่งต่างๆที่มีการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ก้มีบางส่วนที่เอื้อต่อการสร้างงานศิลป์อยู่ไม่น้อยมาตั้งนานแล้ว เช่น การพัฒนาของสีที่ใช้ระบาย นวัตกรรมของกระดาษปากกา หรือการใช้วัสดุใหม่ๆในการสร้างสรรค์ผลงานไอเดียต่างๆ เท่าที่เปิดๆดูคณะหรือหลักสูตรของประเทศที่เป็นที่นิยมสำหรับนักเรียนไทยก็ยังไม่คอยมีหบักสูตรที่ว่านี่ชัดเจนนัก แต่จะเป็นลักษณะของการเรียนในระดับปริญญาเอกที่ตัวผู้เรียนเลือกเนื้อหาที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญมาทำเองมากกว่า (ไม่แน่ใจว่าเรียกว่า สหวิทยาการรึเปล่า) เอาเป็นว่าจะร่างหลักสูตรเล่นๆไว้ให้ดูก่อน

ชื่อหลักสูตร : วิทยาศาสตร์ศิลปกรรมบัณฑิต (วท.ศ.บ.)
หน่วยกิตตลอดภาคการศึกษา : ???
รายวิชาในหลักสูตร
วิชาศึกษาทั่วไป
- วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา)
- คณิตศาสตร์
- สังคม วัฒนธรรม และจริยธรรม
- ภาษาต่างประเทศ (เลือก 1 ภาษาตามความถนัด เรียนต่อเนื่องจนครบหน่วยกิตที่กำหนด)
วิชาแกน
- เทคนิคการวาดภาพ
- เทคนิคการออกแบบ
- ทฤษฎีศิลปะ
- ประวัติศาสตร์ศิลปะ
- ศิลปะและนวัตกรรม
- ธุรกิจศิลปะ
วิชาชีพเฉพาะสาขาวิชา
สาขาวิชาบริหารธุรกิจศิลปะ
- การออกแบบเพื่อการใช้งาน (ฟังก์ชันนอลดีไซน์)
- การตลาดงานออกแบบ
- การควบคุมการผลิตงานศิลป์
- พื้นฐานการลงทุนธุรกิจงานศิลป์
- การดำเนินธุรกิจงานศิลป์
สาขาวิชานวัตกรรมงานศิลป์
- การจัดแสดงผลงาน
- เทคโนโลยีวัสดุและสื่อผสม
- การเขียนโปรแกรมสร้างผลงานศิลปะ
- การทดสอบคุณภาพงานออกแบบ
- การบูรณะงานศิลปะ
- เทคโนโลยีการเก็บรักษาและยืดอายุงานศิลป์
- เทคโนโลยีการผลิตสื่อ วัสดุ และงานศิลป์
สาขาวิชาศิลปะประยุกต์
- การถ่ายภาพ
- คอมกราฟิก
- หัตถศิลป์
- อนิเมชั่น
- จิตรกรรม
- ประติมากรรม
สาขาวิชาการแสดงและดนตรี (เลือกสาขาย่อยโดยการลงกลุ่มวืชาที่ใกล้เคียงกัน)
- พื้นฐานการแสดง
- พื้นฐานการเต้น
- พื้นฐานการดนตรี
- พื้นฐานการร้องเพลง
- การออกแบบท่าเต้น
- นาฎศิลป์ไทย
- นาฎศิลป์สากล
- นาฎศิลป์ตะวันออก
- การออกแบบและกำกับการแสดง
- ดนตรีสากล
- ดนตรีไทย
- ดนตรีพื้นบ้านตะวันออก
- ดนตรีพื้นบ้านตะวันตก
- การกำกับควบคุมเสียงและดนตรี
- เทคโนโลยีแสงสีการแสดง
วิชาเฉพาะรวมสาขาวิชา
- พื้นฐานการวิจัยทางศิลปะ
- การปฎิบัติงานภาคสนาม (ฝึกงาน)
- โครงการสหวิทยาการงานศิลป์ (Final Project) >> 1 กลุ่มโปรเจ็กต์ ต้องมีสมาชิกจากทุกสาขาวิชา
วิชาเลือก
- เลือกรายวิชาข้ามสาขา หรือเป็นรายวิชาของคณะอื่นก็ได้ให้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด
วิชาเลือกเสรี
- เลือกข้ามสาขา หรือเป็นรายวิชาของคณะอื่นก็ได้ ให้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด

ไว้นึกออกว่าต้องรู้อะไรอีกแล้วจะมาเติม ><
จะเปิดหลัสูตรนี้จริง ก็รับเป็นที่ปรึกษาจ้า ^ ^ แต่ที่สำคัญกว่าคือ กรุณาให้เครดิตกันด้วย

Saturday, February 09, 2013

Web Review #2 - รวมพลบล็อก

รวม Review Blog ที่กระจาย Post ไว้ใน Comment ของ Facebook และอัพเดทเพิ่มเติมเล็กน้อย

Blogger หรือ Blogspot
เล่น html + java ได้สะใจที่สุด เรียกว่า ปิดๆเปิดๆ ลูกบล็อกไปไม่รู้กี่อันเพราะตัดใจไม่ลง มันเล่นได้เยอะ และอัพเดทให้รองรับกับของเล่นใหม่จากเว็บอื่นได้เรื่อยๆ พัฒนาให้เหมือนเว็บมากขึ้นด้วย Tab ด้านบน แม้ว่าจะให้จำกัด แค่ 5 Tab ก็ตาม

livejournal
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันคือ Journal มันเล่ยเน้นให้โพสมากกว่า เรื่องดีไซน์ยิ่งไม่ต้องสน มันให้แค่เปลี่ยนสีเฉยๆ อยากได้มากกว่าต้องรื้อ CSS จัดการเอง สำหรับการใช้ในสิ่งที่เว็บให้มา รูป หรือคลิปวีดีโอ ก็พอลงได้ แต่ต้องใช้เป็น URL มาใส่แทน (ไม่รู้ว่าให้อัพโหลดขึ้นไปเองหรือยังเพราะปิดบล็อกนี้ไปนานแล้ว) ข้อเสียที่เด่นที่สุดคือ ไม่รองรับภาษาไทย และภาษาอื่นๆเท่าที่ควร โดยเฉพาะ Search SEO เป็นภาษาไทย!!!

tumblr 
ความรู้สึกแวบแรกของการเปิดใช้บล็อกนี้คือ มันก็ Twitter กลายๆ ชื่อมันจะเหมือนรูป Profile ขนาดเล็ก ที่ให้ดูพอรู้ว่าเป็นใคร หรือพวกสารบัญภาพ มันเลยเน้นการโพสแบบนิดๆหน่อยๆมากกว่า (จะเขียนเยอะก็ไม่มีใครว่า แต่ดูสภาพเว็บยังไงก็ไม่เหมาะ) รูปแบบของบล็อกเหมือนจะดี ดูเหมือนจะเล่นได้เยอะ แต่ก็ตั้งค่าค่อนข้างยาก แต่ละ Theme ของรูปแบบบล็อกก็ไม่เหมือนกันด้วย เวลาจะใส่คลิป หรือรูป ต้องใช้เป็นการเขียนโค้ดเองนิดๆหน่อยๆ จะโพสได้ง่ายกว่าใช้กดแนบ Link อันนี้ เป็นอีกบล็อกที่ปิดไปนานแล้ว เลยจำไม่ได้ว่า อัพโหลดเองได้มั้ยแล้วนะ ><

google sites ซึ่งช่วงที่ Google + กำลังทดลองอยู่ มันยังอยู่ดี แต่ ณ บัดนาว รู้สึกจะสาบสูญแล้ว เพราะเป็น Google + ที่ใช้ยากกว่า Facebook เพราะความไม่ชินเอามากๆ และคนไทยยังไม่นิยมมากพอ (ฝรั่งเค้ามาใช้กันเยอะแล้วล่ะ) ไม่ก็เยอะ!! จนเกินไป สงสัยเพราะอากู๋แกกลัวหว่านแหได้ไม่ครบองค์กลุ่มเป้าหมายล่ะมั้ง ลองใช้กี่ทีก็ งง กับมันทุกที ขณะนี้จัดว่ามันเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และเฉพาะกลุ่มมากๆ
 
wordpress 
เป็นบล็อกที่ว่า ถึงจะมี Theme สำเร็จรูปมาให้แล้ว แต่ถ้าอยากทำเองให้ดูอลังๆ หรือเป็นคนที่เก่งเรื่องเขียนโค้ดแสดงผล แต่ก็โอเคสำหรับการทำเว็บให้เหมือนเป็นมืออาชีพโดยไม่ต้องไปยุ่งกับการเขียนโค้ดได้เหมือนกัน แต่ของ wordpress ยังไม่ค่อยรองรับการเอาจาวาจากเว็บอื่นมาแปะเท่าไหร่ ของเล่นที่เอามายัดลงแล้วแสดงผลได้ดแทบไม่มี กี่ปีมันก็ยังบไม่พัฒนาให้รองรับซักที... SEO ของเว็บดีขึ้น (เดิมทีภาษาไทยในเว็บนี้แทบจะเรียกไม่ขึ้น พิมพ์ไว้อ่านได้ แต่ใครก็หาไม่เจอทำนองนั้น)
ค่อนข้างง่อยในเรื่องการใส่รูป และคลิป เพราะมีพื้นที่เก็บจำกัด จะดีกว่าถ้าไปดึง URL มาแทน และ การจัดหน้า ถือว่ายากสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องเขียนเว็บเลย แต่ถ้าเป็นแล้ว จะเหมือนว่ามีเว็บของตัวเอง เพราะให้เพิ่ม Tab หรือหน้าเว็บได้ไม่จำกัด จะลงไปยิบย่อยเท่าไหร่ก็ได้ (เลือก Theme ดีๆ เพราะบาง Theme ไม่รองรับหน้าเว็บย่อย ถึงมีมันก็จะเปิดไม่เจอ) ส่วนใครที่ทำ PHP เป็น และมี FTP ไว้ฝากไฟล์แล้ว การรื้อ CSS แล้วจัด PHP ไปทั้งชุดแทน สามารถทำให้เว็บที่มีแต่เนื้อหากลายเป็นสุดยอดมัลติมีเดียได้เลย (เริ่มใช้เว็บนี้ตอน ป.โท แต่มิบังอาจหาญกล้ารื้อเว็บมันขนาดนั้น เพราะถ้ารื้อแล้ว จะทำคืนสภาพเดิมไม่ได้ ><)

Multiply
ขณะนี้ ได้อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเป็น E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ ปิดการใช้งานสำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้าจะใช้ จ่ายเงิน!!! และทำเป็นเว็บขายของซะดีๆ.... แต่เดิมแล้วเป็นเว็บ HOT HIT ของช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น การใช้งานจริงๆเยอะมาก ทั้งโพสรูปได้ไม่จำกัด  แค่ต้องทยอยเอาขึ้นสำหรับบาง Browser เพลงก็เอาขึ้นได้ แต่คนที่เข้ามาดูโหลดไปไม่ได้ วีดีโอก็พอไหว แค่อัพแล้วอัพเลย มาให้โหลดก็ตอนจะปิดปรับปรุงครั้งใหญ่นี่ล่ะ (ห้ามอัพขึ้นแล้ว) มีส่วนของ Event ให้โพสตารางกิจกรรมได้ มีส่วนของการเขียนบันทึกด้วย โดยส่วนตัวชอบที่สุดคือส่วน Review ให้เขียนได้ พร้อมระดับดาว ความนิยม หรือความชอบให้ด้วย เว็บอื่นถ้าจะมีคือต้องไปหา Widget มายัดเอง แถมกว่าจะใช้ได้ก็ยุ่งยากพอควร... ยังหาแนวนี้มาแทนไม่ได้เลย (ถึง Blogger ทางด้านบนจะใช้ได้ดี แต่มันก็ไม่เหมาะสำหรับทำ Photo Gallery ได้ดีเท่าเว็บนี้ จะไปอาศัยเว็บภาพถ่าย ก็ไม่ได้เพราะมันก็จำกัดจำนวน แถมไม่ให้ซี้ซั้วโพสด้วย)

DeviantArt หรือ DA 
เป็นบล็อกสำหรับศิลปินสร้างงานศิลปะประเภทสื่อ 2 มิติเป็นหลัก มีส่วนให้เขียนก็จริง แต่ก็มีน้อยคนที่จะเขียนนะ ภาพผลงาน เว็บมีบริการจัดทำลงสินค้าส่งขายให้คนที่สนใจงานเรา แล้วได้ส่วนแบ่งด้วย แต่ดูแล้วค่อนข้างยากถ้างานไม่เจ๋งจริง และไม่เด่นพอ (ไม่ค่อยได้ใช้มาก เพราะอัพเดทภาพยุ่งยากมาก ต้องใส่รายละเอียดทุกช่อง และตั้งค่าทีละภาพ)

behance เป็นอีกบล็อกสำหรับ Creative มืออาชีพ แต่ก็ต้องมั่นใจว่างานเจ๋งพอนะ เพราะบล็อกนี้เทียบเท่าพอร์ตผลงานที่บรรดา Cretive หิ้วไปนำเสนองานเลย เรื่องการใช้งานคงไม่พูดถึงเพราะจากที่เข้าไปกดๆ Survey แล้ว ฝีมือยังมิบังอาจสมัครได้...

Facebook / tagges / hi5 / myspace ฯลฯ เอาไว้แชร์บทความนู่น นี่ นั่น สำหรับคนชอบโพส นานๆเข้าก็น่าเบื่อ น่ารำคาญหน่อยนะ กลุ่มนี้ แอดมินใช้จริงแค่ Hi5 กับ Facebook แต่ก่อนจะเปิดใช้ก็ไป Survey จากคนที่เปิดใช้อยู่แล้วมาก่อนเหมือนกัน ใช้งานเหมือนๆกันก็ไม่เอา สำหรับ Facebook ไว้ขอบรรยายพิเศษ เพราะเป็นเว็บที่เราใช้มันตั้งแต่คนไทยน้อยคนที่รู้จักมัน และมันก็ยังไม่เยอะ!! ขนาดนี้... ><"
 
สำหรับ twitter 
กี่ทีเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็น SMS แบบออนไลน์อยู่ดี (ก็มันจำกัดจำนวนตัวอักษรไม่ใช่เหรอ???) 


ของไทยหลายบล็อกก็พอจะทำอะไรได้เยอะอยู่ แต่ตั้งแท็ก หรือคีย์เวิร์ด โพสเองไม่ดีก็ไม่มีใครหาเจอ แต่โฆษณาโคตรเยอะเลย...กว่าจะหาที่กดเจอก็มึนๆงงๆ เช่น Exteen, Bloggang หรือ เว็บพันทิป

Friendly-user Sites แบบ WYSIWYG หรือ What You See Is What You Get เริ่มมีให้ใช้มากขึ้น เพราะใช้ง่าย ลูกเล่นใส่ได้เยอะและเห็นเลยว่าหน้าตาเว็บจะเป็นยังไง ข้อเสียคือ ส่วนมากต้องใช้ Flash ในการเปิดใช้งานและเปิดดูด้วย คนที่ใช้มือถือแม้จะเป็น Smart Phone ก็ใช่ว่าจะเรียกมันขึ้นมาได้ แถมถ้าอัพเดทไม่ทันมัน ก็เปิดไม่ขึ้นด้วย เว็บประเภทนี้ที่ใช้อยู่คือ wix.com / cabanova.com ขอไม่ลงรายละเอียดเพราะยังไม่ได้ใช้จริงๆจังๆ รู้แค่ว่า wix.com ยังไม่มีระบบแยกกลุ่มไฟล์ที่อัพขึ้นไป ส่วน cabanova เหมือนจะภาษาต้นฉบับไม่ใช่ภาษาอังกฤษนะ แต่ลูกเล่นเปิดหน้าเว็บดูน่ารัก และน่าสนใจกว่า wix.com ถ้าของไทยเห็นแค่ lnw ที่เน้นให้เป็นเว็บขายของมากกว่า

ใช้วันนี้เป็นแบบนี้ แต่วันพรุ่งนี้ที่เปิดมาอาจจะมีอะไรเด็ดกว่านี้อีกเป็นได้... ^ ^
บางทีก็ขี้เกียจมานั่งตามมันเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะตามไปทำอะไร เขียนขนาดนี้ บรรณาธิการเล่มไหนก็ไม่เห็นจะมีใครสนใจตูสักราย...

Monday, February 06, 2012

Tablet กับการศึกษา

เรื่องข่าวการเมืองไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ (จริงๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษทั้งนั้นแหละ) จัดบล็อกใหม่ไปเรื่อย แล้วเห็นว่าเนื้อหาที่เคยเขียนไว้ใน Exteen น่าจะอยู่ในนี้มากกว่า ก็เลยย้ายที่มา (ปรับเวลาให้ตรงกับที่โพสไว้ในบล็อกเดิมด้วยเลย...)

ข่าวการศึกษาของ กรุงเทพธุรกิจลงไว้  (แต่เราเอามาจากเฟสบุค!!) เพราะนโยบายของรัฐบาลที่จะแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 เป็นเรื่อง บิล เกตส์ ทุ่มเงินแก้ปัญหาการศึกษา ด้วยการยกระดับครู ไม่ใช่แจกคอมพ์

ความคิดเห็นของเราในเรื่องแจกแท็บเล็ตเนี่ย ไม่สนับสนุนนะ และเชื่อว่าหลายคนก็คงจะเคยได้รับเมลล์ส่งต่อของการขอของครูในโรงเรียนต่างจังหวัด ที่ต้องการเปลี่ยนการแจกแท็บเล็ตเป็นห้องเรียนหรืออาคารเรียน ขอครูเพิ่ม ขอหนังสือเรียน สมุด เครื่องเขียนและของใช้อื่นๆสำหรับเรียนหนังสือ และเสริมความรู้ให้เด็ก 
เราเองใช้ชีวิตในเมื่องมาตั้งแต่เกิด คอมพังใช้ทำงานส่งครูไม่ได้เลยก็เคยมาแล้ว เข้าใจดีว่าไม่มีมัน เราก็ลำบาก แต่ถ้าพูดถึงความจำเป็น มีแค่ดินสอ ปากกา สีอีกนิดๆ หน่อยๆ และกระดาษหรือสมุดสักเล่ม ก็เรียนรู้อะไรได้ไม่น้อยเหมือนกัน แต่เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่คนส่วนมากให้ความเชื่อถือ และนับถือคนที่สร้างภาพ ดูมีฐานะ บางอย่างก็ต้องมีตามกระแสไป เพราะสังคมพยายามสร้างวัตถุนิยมให้กับคนทุกวัย ไม่เว้นกระทั่งเด็ก และความเป็นเด็กที่พ่อแม่มักจะตามใจ เพราะไม่อยากให้ลูกตัวเองลำบากหรือด้อยไปกว่าใคร แม้ว่าพ่อแม่จะไม่มีจะกินก็ตาม... 

เอาจากในเนื้อข่าวก่อน... 
"หลักการของ บิล เกตส์ ในการยกระดับการศึกษา คือ : 
1. หาคนที่เป็นครูได้ดี ฝึกปรือเขาและเธอให้เก่ง และตอบแทนครูที่ทำหน้าที่ได้ดี เพราะว่านั่นแหละคือหัวใจของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับการสร้างชาติ" 
- เห็นด้วยนะกับการสนับสนุนคนที่ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ให้พัฒนายิ่งขึ้น แต่ต้องไม่ลืมพัฒนาเรื่องของจิตใจด้วย หมายถึงว่า บางคนต้องการได้รับพัฒนาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร พอได้ความรู้ ปีกกล้าขาแข็งก็จากไปหรือเลือกที่จะทำประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่า ทั้งๆ ที่ส่วนรวมคอยสนับสนุนให้ 

2. "งบประมาณปีละ 15,000 ล้านดอลลาร์ ที่ใช้ปรับเงินเดือนให้ครูที่สอบยกระดับปริญญาของตัวเองขึ้นไป ซึ่งแกบอกว่าวัดแล้ว ไม่มีผลอะไรต่อการทำหน้าที่ของการเป็นครูแต่อย่างไร" 
- อายุงานก็ควรได้ไปตามนั้น (โดยเฉพาะในระบบราชการ ถ้ายังอยากให้มีหน่วยงานด้านการศึกษาที่เป็นของรัฐหลงเหลืออยู่บ้าง) ขอออกตัวก่อนว่าไม่ทราบฐานเงินเดือนครูของมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาเอกชนจริงๆ แต่คาดว่าคงเยอะกว่าสถาบันของรัฐเยอะ และน่าจะขึ้นกับผลงานของผู้สอนด้วย (ซึ่งนั่นก็ถูกแล้ว ถ้าไม่ต้องมีงานรองบาทาใครให้ทำ)

แอบชอบความเห็นของ ssss15 ที่ว่า 

"ความจริงน่าเห็นใจคุณครูทั้งหมด ครูก็มีครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป แต่เงินเดือนครูน้อยนิด บ้างจึงต้องไปสอนตาม รร.กวดวิชา เพื่อมีรายได้เพิ่ม ซึ่งก็ไม่ผิดแต่เนื้อหาวิชาใน รร.ต้องเต็มที่ ไม่ขยักความรู้เอาไว้เพื่อให้เด็กไปเรียนเสริมกับตน" 

- บอกตรงๆว่าตอนเป็นนักเรียนก็เคยคิดนะ ว่าทำไมครูไม่สอนเหมือนกวดวิชาเค้าสอน เอะอะก็ไปประชุม (มารู้ซึ้งถึงความอยากเรียนตอนมัธยมปลาย เพราะถ้าครูไม่อัดเนื้อหาจะสู้โรงเรียนอื่นไม่ได้ ไม่อยากเรียนก็ต้องเรียนล่ะนะเวลานั้น) เราไม่อยากเอาเวลาวันหยุดไปเรียนพิเศษ เพราะจะได้เอาเวลาเดินทาง นั่งเรียนมาทำการบ้าน และทบทวนเองจะดีกว่ามั้ย แต่พอมาเป็นคนสอนเอง การที่ครูต้องไปประชุมเป็นกิจวัตร เป็นเรื่องจริง และต้องทำไม่น้อยไปกว่าการสอนด้วย โดยเฉพาะครูที่ต้องการความก้าวหน้าที่ทำให้ได้เงินเพิ่มขึ้น มากกว่ามาพัฒนาการสอนเพื่อเพิ่มคุณภาพของผู้เรียน (เราเองก็เป็นแบบนี้บางส่วนด้วยละนะ แต่... ฟังเสียงกูหน่อยยย) 

3. "บิล เกตส์ เชื่อว่าครูที่ยอมรับนักเรียนเพิ่มในห้องของตนควรจะได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้น เพื่อว่านักเรียนจะได้ประโยชน์จากครูเก่งๆ มากขึ้นกว่าเดิม" 
- อันนี้ บอกตรงๆว่าไม่เห็นด้วยมากนัก เพราะเราเองก็อยู่ในฐานผู้สอนคนนึงในสายงานที่เน้นการปฏิบัติ ถ้าจำนวนผู้เรียนเยอะ การเรียนจะต้องเป็นไปแบบ "แพทเทิร์นเดียวกัน" เพื่อให้ตรวจงาน ให้คะแนนง่ายๆ แล้วเด็กจะได้อะไร?? เพราะงานที่ต้องเน้นทักษะปฏิบัติ เด็กแต่ละคนทำได้ไม่เท่ากันหรือคนที่เก่งอยู่แล้วจะพัฒนาต่อได้ยังไง รับเยอะจะสร้างคุณภาพได้มากกว่าจริงๆเหรอ??? อีกประเด็นคือเรื่องของการมีจำนวนผู้เรียนเยอะ ถ้าเป็นวิชากลุ่มที่เป็นแต่หลักการคงไม่เถียงการรับผู้เรียนเยอะๆนะ แต่ถ้าเป็นงานปฏิบัติอย่างที่บอกว่าถ้าคนเยอะ การพัฒนาของแต่ละคนจะลดลง ถ้ารับเยอะแล้วแบ่งเป็นห้องย่อย ให้คนสอนเป็นคนเดียวกัน จำนวนรอบที่สอนจะเยอะขึ้น ซึ่งในกรณีที่คนสอนไม่ต้องทำงานรองอะไรเลย หรือไม่มีหน้าที่มากไปกว่าการสอน และวิจัย (ถ้ามันไม่มีประโยชน์มากนัก จะทำไปทำไมไม่รู้) ก็สนับสนุนให้มีคนเรียนด้วยเยอะๆ นะ 

เห็นด้วยกับความเห็น... ลานทอง สะท้าน 
"นักการเมือง เขา ไม่ต้องการให้คนไทยฉลาดหรอก ต้องโง่มากๆเข้าไว้ จะได้ จูงจมูก ชี้นำง่ายงัยหละ คนฉลาด เวลาเสพข้อมูล ต้อง ไตร่ตรองก่อนถึงจะเชื่อ แต่คนโง่เชื่อสิ่งที่.....เขาเล่ามา....อย่างหัวปักหัวปำ...ไม่ฉลาดคิดถึงความเป็นไปได้ว่าจริงหรือเท็จ แยกแยะไม่ออก แล้วก็เอาเรื่อง...เขาเล่ามา... มาเล่าต่อๆๆๆๆ...โดยหารู้ไม่ว่า ความจริง เป็นอย่างไร..............." ".........ไม่ส่งเสริมให้คนมีความรู้ กลับจ้องเอาเปรียบ คนไม่มีความรู้ พวกนี้เลย ช่วยตัวเองไม่ได้ หวังพึ่งพา อย่างเดียว สุดท้าย ทำอะไรไม่เป็น ...แล้ว ชาติจะก้าวหน้าได้อย่างไร.....เฮ้อ ....เหนื่อย" 

ความเห็นที่ดูจะขัดแย้งที่สุดก็มีขึ้นมา... 

"ยุคสมัยนี้ ความรู้หาได้จาก internet ครับ... ดังนั้น การแจก tablet ก็เพื่อให้เด็กๆ ได้รับ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ การสื่อสารกับผู้รู้ได้ ถ้าเข้าใจในเรื่องนี้ก็อย่าได้แปลกใจ .... นี่คือ ก้าวแรกของการปฏิรูปการศึกษาแน่นอนครับ" - ประวิทย์ เรืองศิริกูลชัย 

ก็เห็นด้วยนะ แต่พออ่านความเห็นจากคนอื่นๆ ที่คิดในอีกมุมนึง... 

"แล้วบางแห่ง internet เข้าถึงแล้วเหรอคะ? 
แล้วเรามีบุคลากรสอนการใช้คอมฯใช้อินเตอร์เน็ตพอแล้วเหรอคะ? 
แค่คนสอนวิชาทั่วไปยังมีไม่พอ... แล้วความรู้ใน internet มันถูกต้อง 100% แล้วเหรอคะ" - Amo Oma 

"ข้อสังเกต 
1.ถ้าแจกแล้วได้ผลจริงนะ ความแตกต่างระหว่างเด็กบ้านนอกและเด้กในเมืองคงเพิ่มขึ้น ช่องว่างทางชนชั้นคงเพิ่มขึ้น นึกถึงเด็กบนดอย ไฟฟ้ายังไม่มีเลย นับประสาอะไรกับโครงสร้างพื้นฐาน สัญญาณไวไฟที่จะใช้ในการอัพโหลด ดาวน์โหลดข้อมูล 
2.มีเนื้อหาสาระหรือยังที่จะสั่งลงไปในแท็บเลต หรือไว้เป็นแค่ของเล่นคนรวย 
3.อย่าไปคิดไรมาก ก้อเหมือนยุคนึงที่เราตื่นเต้นกับพีซีรุ่น 286 หรือ 486 เราอาจจะได้คนเก่งเพิ่มขึ้นหรือคนที่มีอาชีพเขียนแอพเพิ่มขึ้นก้อได้ 
4.จะโทษเด็กไปเล่นเกมส์ได้ยังไงในเมื่อพ่อแม่เด็กไม่รู้จักสั่งสอนหรือดูแลลูกเต้า" - Wichan Pisut

แต่อีกความเห็นนึงที่เห็นด้วยมากมายคือความเห็นนี้... 

"ครูบางส่วนที่ทุ่มเทพัฒนาตนเองสอนเด็ก แต่ไม่มีเวลาทำผลงานทางวิชาการ หรือดูแลผู้บริหาร ก็อาจไม่ก้าวหน้า" - Sarayuth Kunlong

- ขอต่อนะ คือ ความก้าวหน้าหมายถึงเงินทางที่จะเอามาปลดหนี้ได้ ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ค่าครองชีพเอาแต่สูงขึ้นๆได้ ถ้าครูที่ทุมเทกับการสอนเด็ก แต่ต้องอดๆอยากๆ ถามว่ามีใครจะมาช่วยดูแลมั้ยนอกจากครอบครัวของคนที่เป็นครู 


เรื่องเงินเดือนของอาชีพครู/อาจารย์ ถ้ามองแบบเห็นแก่ตัวหน่อย ก็จะบอกว่า
1. เราก็ต้องการเงิน เพราะค่าใช่จ่ายสูงขึ้นทุกทาง และขึ้นเร็วกว่าเงินเดือน ถ้าให้มาห่วงคุณภาพผู้เรียนมากกว่าตัวเอง แล้วใครจะมาช่วยลดค่าใช้จ่ายเราได้บ้าง 
1.5 ค่าใช้จ่ายในการสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องเอาสัจธรรมที่ว่าพออยู่พอกินออกไปบ้าง เพราะโลกนี้มีแต่คนที่อยากคุยกับคนที่ดูดี ถึงจะสร้างภาพขึ้นมาก็เถอะนะ ถามว่าใครจะอยากคุยกับอาจารย์ที่ไม่ดูแลตัวเองใช่มั้ยล่ะ ถ้าเงินเดือนน้อยๆ ค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองจะไปเอาจากไหน??? 
2. ชะตาชีวิตกำหนดมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้เลือกทำในสิ่งที่รักและชอบไม่ได้... งานอื่นที่ได้เงินเยอะกว่า ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้ใช้อะไรที่เรียนมาเต็มๆ มากกว่า และรู้ผลเลยว่าไอ้พวกหลักการน่ะ มันใช้ได้จริงแค่ไหน เรากลับไม่ได้งานอื่นทำ ซึ่งจะเรียกเงินเดือนต่ำหรือสูงก็ใช้งานคุ้มเท่ากันอยู่ดี แล้วถ้าเข้าไปแล้วจะขอต่อรองเงินเดือนลำบาก พอต่อรองก่อนเข้าก็ไม่จ้าง จะให้ทำอะไรกินล่ะคะ ในเมื่อผ่านเข้ามาบรรจุมาเป็นอาจารย์จำเป็นไปแล้ว ในฐานะผู้สอนที่ต้องการเงินมากกว่าคุณภาพ พร้อมจะเปิดทางให้กับคนที่สอนได้ดีกว่าและทำคนให้เป็นคนได้มากกว่า เพราะเราไม่ต้องการซ้ำรอยครูแย่ๆ ที่เราเคยเจอมาตั้งแต่อนุบาล เตือนตัวเองทุกครั้งว่า "เราไม่ใช้ผู้สอนที่ดี เพราะเรายังทำคนให้เป็นคนไม่ได้ดีพอ" และ "ถ้าเรายังสร้างคนให้มีจิตสำนึกดีๆ ในเรื่องต่างๆ ไม่ได้ เราก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็น อาจารย์ ได้เต็มปาก แม้ว่านักศึกษาจะเรียกเราแบบนั้นก็ตาม" ถ้าจะให้สละที่นั่งให้ก็ควรจะมีอะไรเป็นหลักฐานให้แน่ใจด้วยว่างานใหม่ที่เราจะไปทำดีกว่างานปัจจุบันมากพอ... (หมายถึงพวก หน้าที่การงาน ตำแหน่ง สวัสดิการเพิ่มเติมจากมาตรฐาน โอการในการพัฒนาตัวเอง และการได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ และเงินเดือนที่ได้รับ) 

--> ถ้าจะแก้ปัญหา ไม่ได้แก้แค่การศึกษานะ ต้องแก้ที่ "วัตถุนิยม" ก่อนต่างหาก... 
เพราะอะไรที่ทำให้เราต้องการเงิน??? 
ไม่ใช่ "สิ่งของ" "ความอยาก" "ความต้องการ"เหรอ?? 
"วัตถุนิยม" ไม่ได้มาจากการสร้างความอยาก... อยากมี อยากเป็น อยากได้เหรอ??? 
แล้ว "วัตถุ" มีอะไรมาแลกได้บ้างนอกจาก "เงิน" หรือทุกอย่างที่เป็น "มูลค่า" จากเงิน??? 
ถ้างั้น.. เพราะอะไรที่ทำให้เราต้องการเงิน??? 
ไฟฟ้า ประปา ไม่ใช่ "เงิน" เหรอ ที่ต้องเอาไปแลกมา??? 
ไม่ใช่เพราะ "เงิน" เหรอ ที่ทำให้เกือบทุกคนยอมเอา "ศักดิ์ศรี" ไปแลก??? 

เพราะ "ความต้องการ" ที่เดี๋ยวนี้ ต้องใช้ "เงิน" มาแทนที่การแลกของกัน การใครต้องการอะไร เรามีอย่างนึงที่ไม่ได้ใช้ เค้าก็มีอีกอย่างที่ไม่จำเป็นสำหรับเค้าก็เอามาแลกกัน บางทีมันมีค่ามากกว่าเงินด้วยซ้ำ แต่ทำไมคิดแต่ว่าแลกแล้วไม่คุ้มๆ คงไม่ทันคิดว่าวันนึง "เงิน" มันก็เป็นแค่เหล็กกับกระดาษ สินะ... 

พยายามแบ่งเป็นหัวข้อแต่ก็แยกกันได้ไม่ขาดนัก ถ้าให้เขียนตำราจริงๆ ก็คงสรุปเนื้อหาทั้งวิชาลงได้ภายในไม่กี่หน้ากระดาษ!!!

Sunday, November 13, 2011

ลองเล่น Brush ใหม่ #1


อันแรกเป็น Photoshop Brush แบบ Ghost / Smoke แต่ไปโหลดมา เอามาลองใช้เล่น เอาจริงๆอยากทำเองเป็นมากกว่า
สัวนอีกภาพ ทำเล่นๆง่ายๆ ใช่ Photoshop Brush ที่มากับหนังสือ Computer Arts Thailand เป็น Brush แสงอาทิตย์ (ในเซ็ตมี 8 แบบ) กับ Christmas Trees ที่ไปโหลดมาจากแหล่งเดียวกับ Brush แบบภาพแรก

เวลาอารมณ์ติสมันมา มันจะมาแวบเดียว (แต่ก็มาบ่อยอยู่) เลยต้องรีบจัดการเก็บไว้เป็นงานตัวอย่างก่อนไอเดียจะหายไปเพราะไม่ได้ลงมือทำ...

เวลาโหลดพวกนี้มา มันเป็นงานที่มีลิขสิทธ์ ถึงจะบอกว่าฟรีก็เถอะ... แต่มักจะระบุว่าถ้าเอาไปทำเป็นการค้าคนที่เอาไปใช้อาจโดนฟ้องร้องได้ แต่การค้านี่หมายถึงยังไง ในเมื่อถ้าเอาไปทำสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อโฆษณามันก็ใช้ในเชิงการค้าแล้ว แต่ของบางคนบอกชัดเจนว่าการค้าเค้าคือ ห้ามเอาไปทำเป็นแพ็ค Brush แล้วขาย แต่เอาจริงๆจะมีใครรู้บ้างว่าจะมีคนที่รวมพวกนี้ที่เอาขึ้นเว็บฟรีไว้ไปลงซีดีมาขายมั้ย???

... เชื่อเลยว่าต้องมีคนทำ ตราบใดที่ยังมีพวกที่ขี้เกียจโหลดเองเป็นลูกค้าอยู่ ...

Sunday, October 09, 2011

หลังๆนี่ชักจะเปิดๆปิดๆบล็อกเป็นกิจวัตร...

หลังจากที่ได้เห็นเว็บของ Makeup Box ใช้เว็บบล็อกของ tumblr. ที่จัดหน้า Archieve แบบเรียงเป็นช่องเล็กๆ ก็เลยอยากเล่นบ้าง สมัครไปลองใช้ซะงั้น แล้วก็โพสเพลงบ้าง เนื้อเพลงบ้างที่ย้ายไปจาก Exteen จะได้แยกหมวดไปชัดๆ เพิ่งเข้ามาดูที่นี่ Blogger ก็มีให้เล่นกะเค้าด้วย งานนี้สงสัยว่าจะได้ไปปิด Tumblr. ซะ หลังจากที่รู้สึกว่า พวกวีดีโอที่โพสไว้มันขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง และมันจะออกแนว Twitter มากกว่าที่จะเป็นบล็อก ^^ (ทำให้รู้สึกรำคาญไปบ้างสำหรับคนชอบเขียน... ไม่ค่อยเข้าหูเข้าตา... คนอื่นนัก)
เอาเป็นว่า จะเก็บ Tumblr. ไว้ก่อนสักระยะ ดูว่าจะมีอะไรเปลี่ยนบ้าง หรือถ้าเบื่อไม่อยากไปนั่งโพสเพลงแล้วเพราะใน Youtube มีเยอะแยะไปก็อาจจะไปปิดจริงๆ (หน่วยความจำว่างๆในสมองจะได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องมานั่งจำรหัสเข้าไง อิอิ)

ข้อเสียขณะนี้คือ... มันยังปรับแต่งอะไรเองมากไม่ได้ นอกจากว่าจะรู้พวก CSS ไปจัดปรับแต่งเอาเอง และหลายบล็อกที่จัดเองแล้วจะไปใช้ร่วมกับพวก Theme ที่เค้าให้มาไม่ค่อยได้ซะด้วยสิ อย่าง html/java โฆษณาประเภท Affitiate Program ที่เคยตั้งๆไว้หายไปแล้ว ถึงเอาไว้ก็ไม่ใช่ว่าจะช่วยให้มีรายได้นัก (โดยเฉพาะของ Amazon ที่มันไม่ค่อยยอมส่งโซนเอเชีย) ไปยกเลิกท่าจะดี ^^

Wednesday, January 19, 2011

สิ่งที่คิด...

ประเด็นแรก... เฟสบุค...
จากข่าวที่มีคนโพสบนเฟสบุคว่า ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2011 ผู้ใช้ต้องเอาทุกอย่างออกจากระบบถ้าอยากเก็บไว้ เพราะทีมงานเฟสบุคจะล้างทั้งระบบ... งานนี้มีทั้งคนดีใจและเสียใจแน่นอน เรื่องนั้นขอไม่พูดถึงนะ แต่จะถามว่า...
แล้วระบบแบบเดียวกันในชื่ออื่นๆล่ะ จะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน??

จาก http://www.blognone.com/news/18712 ที่หัวเรื่องมันคือ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คนั้นตาบอดสี ที่ความจริงเผิดเผยเพราะการสร้างหนังเรื่อง The Social Network แต่ไม่ได้จะพูดถึงอันนี้ เพราะที่สำคัญกว่าคือ "Mark ไม่สนใจเงินถึงกับขนาดที่ว่า Terry Semel ซีอีโอของยาฮูเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยเห็นใครตอบปฏิเสธข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์มาก่อน..." นอกเหนือจากนี้ไปอ่านเอาเองนะ

สิ่งที่คิดคือ อย่างน้อยก็พอจะทำให้ดีใจขึ้นมาบ้าง ว่ายังมีมหาเศรษฐีอีกคนบนโลกที่ไม่ได้นับถือ "เงิน" เป็น "พระเจ้า"!!!

ประเด็นที่สอง... หิว...
เรื่องมาจากว่า ไปเดินหาของกินเพราะอดอยากจากมื้อหลางวันเพราะงานยุ่งจนไม่ได้กิน เลยกะรวบทีเดียว และทนหิว หิ้วท้องกลับบ้านไปกินคงไม่ไหว เลยแวะเข้าร้านริมทางร้านนึง เพราะเห็นเมนูหน้าร้านว่ามี "ยำสามกรอบ"เปิดเมนูปุ๊บ ลุกปั๊บเลย... ยำสามกรอบตอนที่ไปเดินเล่นที่แพลทตินัมราคาเจ็ดสิบ แปดสับ ยังว่าแพงแล้วเลย นี่อะไร ยำสามกรอบราคา สองร้อยขึ้น... ไม่ทราบว่า ไปเอา เนื้อหอยไข่มุก กุ้งอะลาสก้า ปลาแซลมอน กระเพาะปิรันย่า มาทำยำรึงัยยะ จากร้านริมทางเลยเดินเข้าเอสแอนด์พีที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ดีกว่า ร้อยกว่าๆ ได้ทั้งข้าวทั้งน้ำ...

ว่าไปนี่กะเอารวยเลยทีเดียวเนอะ... ร้านค้าอาหารริมทางเป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินได้ดี ร้านไม่ต้องหรูมาก แค่เปิดขายเรื่อยๆ อาหารอร่อย และถ้าถูกด้วย มีหรือใครจะไม่กินบ่อยๆ แต่ถ้ามาราคาแบบนี้... เข้าร้านหรูๆไปเลยดีกว่ามั้ย???

Thursday, January 13, 2011

เพ้อไร้สาระ

13.01.2011

ผลการวิจัยที่ออกมาไม่ประสบผลสำเร็จไม่ได้หมายถึงว่างานวิจัยชิ้นนั้นไม่ดี และงานวิจัยที่สมบูรณ์คือการนำผลจากงานวิจัยที่ดี (หมายถึงทั้งงานวิจัยที่ได้ผลและไม่ได้ผล) มาพัฒนาและปรับปรุง

แต่... งานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดจะเกิดเมื่อ...

- มนุษย์สามารถหยุดความต้องการของตัวเองได้ และรู้จักคำว่าพอเพียง รวมทั้งการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วงจรชีวิตในธรรมชาติของโลกกำหนดให้

- เมื่อการพัฒนาอะไรมาแล้วผลที่ได้มีแต่แย่ลง ผลการวิจัยที่ได้ผลน่าพอใจที่สุดจะกลายเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานที่เก่าแค่ไหนก็ตาม

.

.

.

.

เพ้อไร้สาระอีกแล้ว... ขนาดยังไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยซะเองนะเนี่ย!!!

Friday, January 07, 2011

หัวข้อวิจัยไร้สาระที่อยากให้มีมากๆในงานประุชุมวิชาการ

  • ทำงานวิจัยอย่างไรให้ได้กำไร
  • เขียนบล็อกอย่างไรให้คนเข้ามาโหวตเยอะๆ (แต่สาระช่างมัน?!?)
  • วัฒนธรรมในองค์กร กับค่านิยมในองค์กร มีความแตกต่างกันอย่างไร กรณีศึกษา-สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • ปัจจัยและที่มาของความอยุติธรรมในสังคมไทย จะสร้างวิธีการรับมืออย่างไร ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้
ถ้าหัวข้อพวกนี้มาอยู่ในการประชุมวิชาการคงแปลกดีนะ... ส่วนข้ออืื่นถ้านึกได้จะมาใส่อีก 555 ที่เกิดคำถามสองอย่างนี้เพราะรู้สึกว่า ข้อแรกทำไปทำไมถ้าได้ค่าตอบแทนมาไม่คุ้ม นักวิจัยก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน นักวิจัยเน้นงานด้านการศึกษาก็จริงอยู่ แต่นักวิจัยก็ต้องกินต้องใ้ช้เหมือนกันนี่หว่า

ส่วนข้อที่สองมาจากการโหวตของ Thailand Blog Awards 2010 เนี่ยล่ะ... กับความข้องใจว่า เว็บที่มีสาระจริงๆแต่ไม่มีคนเข้ามาโหวตให้ ใครจะให้รางวัลบ้าง แบบนี้คนเขียนเนื้อหาสาระก็หมดกำลังใจเป็นนะ

ข้อที่มสาม โนดีเทลแอนด์คอมเม้นท์!!! แต่มีเรื่องอยากบ่นมากมาย แต่ไม่รู้จะบ่นไปทำไมให้ตัวเองดูไม่ดี...

คาดว่าหัวข้อพวกนี้น่าจะเหมาะสำหรับนักวิจัยที่อยากอายุสั้น!!!

ที่แน่ๆคนอย่างชั้นไม่อยากจะเรียกตัวเองว่านักวิจัย ถ้าไม่ใช่งานวิจัยที่เปลี่ยนค่านิยมและสังคมให้มันดีขึ้นได้ภายในระยะเวลา ไม่เกินสองปีนับจากการเผยแพร่ผลงาน แต่คาดว่าถ้าทำแนวที่ว่านี่คงจะโดนขัดขวางตั้งแต่เสนอหัวข้อไปแล้ว เพราะนี่คือสังคมไทย!!!

อ่อ ที่มาของเอ็นทรี่นี้คือ... ใกล้ช่วงที่มีประชุมวิชาการใหญ่อีกแล้วล่ะ ชอบไปนั่งหลับ รับของฟรี เอิ่ม... ฟังหรอกย่ะ แต่มักจะเกิดความคิดและคำถามประหลาดๆที่ขัดหูขัดตาบุคคลในสายการศึกษาหลายๆ ทั่นเอามากๆ ปีที่แล้วเน้นงานเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ปีนี้ดีใจที่เน้นด้านการเกษตรมากขึ้นแม้ว่าจะฟังแทบไม่ได้สักเรื่องก็ตาม อย่างน้อย ยังมีคนสำนึกรักบ้านเกิดได้ว่าเรายังเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่มีคนทำสวนทำไร่แล้วจะเอาอะไรกิน!!!


PS: ปรับจากที่เคยโพสไว้ใน mystery88.exteen.com เมื่อวันที่ 8 Aug 2010 [Deleted Already]

เรียนจากหลักสูตร VS การศึกษาด้วยตัวเอง

ช่วงนี้แทบจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องภาษาเลย เผลอๆอาจจะดองทิ้งร้างไปเลยล่ะมั้ง (เพราะตัวคนอัพเดทยังไม่มีปัญญาจะจำให้มันเข้าหัวได้ภายในเวลาแค่สัปดาห์ เดียวน่ะสิ เหอๆ) แต่อีกเรื่องที่กำลังรู้สึกว่าน่าจะเอามาอัพให้อ่านกันคือเรื่องของกีฬา...

ปัญหามีแค่ว่า หลายคนคงจะไม่เชื่อถือคนที่ชอบและศึกษาเจาะลึกในสิ่งที่ไม่ใช่สายที่ตัวเอง เรียนมา จะให้เรียนปริญญาสองใบมันก็ใช่เรื่องอยู่ จะเข้าได้รึเปล่าก่อนดีกว่าเหอะ เพราะสิ่งที่เราชอบมันเป็นวิชาของสายวิทย์ ในขณะที่เราเองจบมาจากสายภาษาในรุ่นที่ไม่มีเรียนเลขแม้แต่ตัวเดียว และภาษา (อย่างที่บอก) ที่กว่าจะท่อง กว่าจะจำได้แต่ละตัวทำเอาเหนื่อยใจ ไม่งั้นคงเก่งไปแล้ว

ส่วนของสายที่เรียนมา ด้วยความหมั่นไส้ที่โดนคนที่ไม่ได้จบสายนี้มาแย่งงานกันประจำ โดยเฉพาะพวกดาราทั้งหลายที่อาศัยว่าตัวเองทำอาชีพที่ได้เงินเยอะ และความมีชื่อเสียงมาเรียกลูกค้าไปหมด เลยไม่มีกำลังใจจะศึกษาด้านที่ตัวเองเรียนมาอย่างจริงจังเท่าไหร่นัก แล้วมันดันมีคนทำออกมาเกลื่อนตลาดจนไม่รู้ว่าตำราไหนเชื่อถือได้ ไม่ได้ แล้วอะไรที่เป็นออริจินัล อะไรคืออันที่ขัดกับทฤษฎีเก่าบ้าง จะมานั่งอ่านหมดมันก็ไม่ใช่เรื่องหรอกนะ เราเองก็ดันอ่านหนังสือก็ช้าอีก เลยหันเปลี่ยนทิศมาทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยสนใจกันนัก แต่ดูท่าจะเริ่มมีคนสนใจเยอะขึ้นแล้วล่ะ แล้วเราจะโดนแย่งอีกมั้ยล่ะเนี่ย...

PS: from mystery88.exteen.com on 12 Sep 2009 & 27 Jun 2010 [Deleted Already]

สมการการจับคู่

ไม่ได้บวกเลขผิด และไม่มีอะไรจะอธิบาย ตัวย่อใช้แค่สองกลุ่มคือตัวอักษร F = Female และ M = Male กับกลุ่มตัวเลข คือคนที่ 1 กับคนที่ 2 แค่นั้นแหละ ที่เหลือไปตีความเอาเอง...

1 + 1 = 1

F1 + M1 >> F1 + M1

1 + 1 = 2

F1 + M1 >> F1, M1 (พวกกรูทะเลาะกันอยู่...)

2 + 2 = 3

F1 + M1, F2 + M2 (พวกมีของตัวเองแล้ว แต่ไม่พอใจ) // F1 + M1 + F2, M2 (พวกอยากได้ของคนอื่น หรือพวกโดนแย่งมาจะแย่งกลับ)

>> F1 + M1 & M2 // F2 + M1 & M2 // M1 + F1 & F2 // M2 + F1 & F2

>> M1 + F1 & M2 // M1 + F2 & M2 // M2 + F1 & M1 // M2 + F2 & M1

>> F1 + F2 & M1 // F1 + F2 & M2 // F2 + F1 & M1 // F2 + F1 & M2

2 + 2 = 2

F1 + M1, F2 + M2 (กรณี "ประนีประนอม" แล้ว...)

>> M1 + F2, M2 + F1 // M1 + M2, F1 + F2


PS: from mystery88.exteen.com on 12 Aug 2009 [Deleted Already]

Tuesday, January 04, 2011

ของใหม่ของคนตกยุค (ชั่วขณะ) รึเปล่า??


อยากเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆในปีนี้บ้าง... แต่ไม่รู้ว่าไอ้ที่อยากจะเห็นมันมีไปแล้วรึยัง

หมวด หนังสือ

๑. ช่องทางทำมาหากิน รวมเล่มชุดที่ ๗

เห็นเล่มนี้ ไอ้เราก็ดีใจ นึกว่าเออ จะสรุปเฉพาะบทความแนวทางทำธุรกิจ ที่ไหนได้... เอามาทั้งเล่มเลย เรียกว่าถ้าใครซื้อประจำอยู่แล้วไปซื้อฉบับรวมมาอีกนี่ เสียดายเงินเลยล่ะ จะว่าไปแล้วเค้าก็พูดถูกนะว่ารวมเล่ม - -“ ไม่ได้เขียนว่ารวมแนวทางหรือไอเดียธุรกิจ

ว่าแต่... มันไม่มีแนวทางทำธุรกิจที่ไม่ต้องผลิตสินค้า ไปหาสินค้า เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือหาลูกค้าให้บริษัทแม่บ้างมั้ยวะเนี่ย... เอาชัดๆคือช่องทางทำธุรกิจ(บริการ)แปลกๆ อย่างพวกไทยทิกเก็ต บริษัทออกาไนเซอร์งี้ บริษัทจัดหานายแบนางแบบ รับจัดหาคู่ทำนองนี้ แต่เสนอแนวทางลงทุนแบบที่ไม่ต้องลงทุนสูงน่ะมีมั้ย (คาดว่าที่ว่าเค้าไม่ทำ เพราะมันเป็นธุรกิจใช้ทุนสูง แต่มันก็น่าจะมีวิธีประยุกต์ให้เหมาะกับชาวบ้านได้นี่หว่า อย่างพวกต่างจังหวัด ทำไมจะทำอีเวนต์ในส่วนตำบลไม่ได้?? ไอ้ทุนสูงน่ะ เพราะในเมืองหรอกย่ะ กับอีกเหตุผลคือ เป้าหมายเค้าคือการเน้นโฆษณาขายตรง และการสร้างรายได้ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น... แต่ไอ้ธุรกิจแปลกๆที่ว่าเราก็อยากได้อยู่ ออกเป็นฉบับพิเศษก็ยังดี หรือมันจะไปอยู่ในพวกกรณีศึกษาเชิงวิชาการที่ชาวบ้านไม่อ่านกันวะเนี่ยยย ไม่รู้จะเขียนให้อ่านยากๆ ให้ชาวบ้านอ่านเป็นแนวทางไม่ได้ไปทำไม)

๒. หนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และที่พักสำหรับครอบครัวมีสัตว์เลี้ยง

กำลังหาเวอร์ชั่นรวมแหล่งท่องเที่ยวและที่พักสำหรับครอบครัวที่มีสัตว์ เลี้ยง และรองรับได้ตั้งแต่ขนาดเล็กอย่างหนูแฮมส์เตอร์ถึงขนาดใหญ่อย่างลาบราดอร์ รึตัวประหลาดอยางอีน่ากัวทำนองนี้ (หวังว่าคงจะไม่มีใครคิดจะพางูจงอาง หรือจระเข้ไปเที่ยวนะ) และไม่รังเกียจหมาไทยแท้ดั้งเดิม (ที่ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์ที่สุด แต่ดันโดนให้เฝ้าบ้าน แล้วเอาม๋าฝรั่งไปเที่ยวแทน มันยู้ดดติทำแร้วหรือสำหรับน้องม๋าตัวน้อยๆผู้น่ารัก) หมาก็อยากเปิดหูเปิดตาเหมือนกันนาเฟ้ยยยย...

อ่อ อยากให้มีห้างที่พาสุนัขไปเดินเลือกซื้อของเองได้ โดยเฉพาะร้านหรือแผนกของเล่น เผื่อว่าหมา(บางตัว)อยากเลือกของเล่นเอง(มั้ง).... แล้วสะดวกเจ้าของด้วยเวลาที่จะซื้อเสื้อผ้าให้น้องม๋า อย่างน้อยก็ได้ลองเลยว่าใส่ได้มั้ยไม่ต้องซื้อมาแล้วขายต่อคนอื่น หรือวิ่งกลับเอาไปเปลี่ยน

ส่วนที่มาของเรื่องนี้คือ.... ไปจ่ายเงินค่าสอบภาษาอังกฤษ แล้วมีแม่พาลูกมาด้วย (น่าจะลูกชายนะ) ดูแล้ววุ่นวายน่ารักดี แกไม่งอแงนะ แต่ป้วนเปี้ยนเหมือนจะรำคาญว่าแม่ทำอะไรนานจัง เกี่ยวอะไรกับแม่ลูก ใช่ป่ะ??? เกี่ยว... ตรงที่น้องม๋าที่บ้านเราเลี้ยงจนมันคิดว่ามันเป็นคนแล้ว และมันก็เหมือนเด็กจริงๆ ชอบเถียง ชอบบ่น โวยวายเวลาไม่ได้ดังใจ (เคยเห็นม๋าไม่ได้ดังใจมั้ยล่ะ ไม่ต่างกับเด็ก-นิสัยไม่ดี-เลยล่ะ) บางทีก็อยากพาเค้าไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ใช่แค่บริเวณบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียงบ้าง ก็เท่านั้น (จริงๆ.. นะ.. จ๊ะ)

แต่งานนี้แต่ละที่คงต้องมีนโยบายป้องกันคนเอาสัตว์ไปก่อความวุ่นวาย และกันคนไปก่อความวุ่นวายซะเองด้วยการพาสัตว์ไปปล่อยอะไรแบบนี้ด้วย

หมวด วิถีชีวิต

รถไฟฟ้าขบวนใหม่

เพิ่งได้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนใหม่ เหมือนเป็นพวกตกยุคเลย ทั้งๆที่ใช้รถไฟฟ้าทุกวัน รึว่ามันวิ่งเฉพาะเส้นสีลม และวิ่งเฉพาะตอนกลางวันฟะ เอาเหอะ มันก็แปลกเป็นเรื่องธรรมดา แค่อาจจะไม่ธรรมดาเท่าการเปลี่ยนเมล์เขียวเป็นเมล์ส้มที่มีที่นั่งน้อยลงและ มีที่ให้โหน.. เอ่อ... ยืนมากกว่า แต่ยังขับได้เ...ย เหมือนเดิม

ส่วนที่ต่างไปจากรถไฟฟ้าขบวนเก่าคือ

๑. จอโฆษณา1 เล็กลง ไม่มีขึ้นหน้าจอว่าอยู่สถานีไหนแล้วเพราะไปขึ้นไฟที่ป้ายเหนือประตูแทน แต่มันก็ยังยัดเยียดให้ดูอยู่ดีล่ะวะ

๒. ป้ายสถานีที่มีสถานีต่อจากอ่อนนุชไปถึงแบริ่งที่ยังไม่เปิดให้บริการ และสถานีที่รู้สึกว่าจะยังผลิต เอิ่ม.. สร้างไม่เสร็จโผล่มาแล้วด้วย อันนี้ไม่รู้ว่าจะมีคนมองใน ๒ มุมรึเปล่านะ โดยเฉพาะคนที่ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น

๑. โง่รึเปล่า มีแค่สองสายยังไม่รู้อีกเหรอว่าตัวเองจะไปไหน

๒. ก็ดีเหมือนกัน น่าจะมีไฟบอกตั้งนานแล้ว

๓. ป้ายบอกสถานียังมีไฟบอกด้วยนะว่าประตูจะเปิดฝั่งไหน.... คนขึ้นบ่อยๆคงเฉยๆนะ แต่บางคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเค้าไม่รู้หรอก (จริงๆอย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลย ชาวเมืองที่ขึ้นรถเมล์เป็นกิจวัตรมาขึ้นรถไฟฟ้าบ้างยังมีสิทธ์งงเลย)

๔. หน้าต่างเล็กไปชนิดที่เรียกว่ากะจะเอามาขายพื้นที่โฆษณาเห็นๆ มันคงจะดีสำหรับพวกที่มีเงินมาลงโฆษณา แต่มันน่ารำคาญมากสำหรับคนโดยสาร ไม่ทราบว่าจะมีอีพวกที่มีเงินจ่ายค่าโฆษณามาลองนั่งรถไฟฟ้าเองมั่งมั้ยวะ เนี่ย จะได้รู้ว่ามันน่ารำคาญ... ว้อยยยยยย

๕. พื้นที่หลบมุมหัว-ท้ายขบวนมันน้อยลงพิลึกนะ แต่เพิ่มราวจับ ดี.. จะได้ไม่มีพวกสันหลังยวบยาบชอบยืนพิงไม่เผื่อที่ให้คนอื่นเกาะ และคนที่นั่งรถเข็นจะได้ไปไหนมาไหนเองได้บ้าง

๖. เสียงเตือนประตูปิด... มันรำคาญหูไปหน่อยมั้ย??? เหมือนคนเป่านกหวีดผสมกับแตรรถซาเล้งยังไงไม่รู้ เปลี่ยนเป็นแบบเก่าน่าจะดีกว่ามั้ยอ่า...

๗. หน้ารถ... ทีแรกก็ว่าทำไมคันนี้หน้ารถมันแปลกๆ พอเข้าไปถึงรู้ว่ามันคือคันใหม่ ไม่น่าล่ะ... แปลกยังไง หัวรถเดิมจะเป็นแบบเหลี่ยมๆ ทื่อๆ แต่อันนี้กระจกโค้งๆหน่อยๆ ไม่ทื่อเหมือนขบวนเก่า

๘. จิปาถะมากมาย แต่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเท่าไหร่ เช่น เสาจับเล็กลง ห่วงจับเปลี่ยนสี ป้ายโฆษณายังไม่มีเกะกะ ฯลฯ

1 ถ้าคำจำกัดความของทีวีคือสื่อที่มีทั้งโฆษณา สารคดี ละคร และข่าว ก็เรียกมันว่าทีวีไม่ได้เพราะอีมีแต่โฆษณาลูกเดียวตั้งแต่ต้นสายยันปลายสาย จนกว่าอีจะเข้าอู่ (ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะยังฉายต่อมั้ยตะหาก ประมาณว่าอย่างน้อยคนโดยสารไม่เห็น พนักงานก็ต้องเห็นมั่งล่ะวะ) กับอีกกรณีที่มันจะไม่ฉายคือ มันขัดข้อง...


Wednesday, October 06, 2010

หนี้กับพนักงานราชการไทย

"เผยปี 53 ข้าราชการไทยมีหนี้เฉลี่ยครัวละกว่า 870,000 บาทสูงกว่าปี 2549 // สถิติฯเผยข้าราชการแบกหนี้8แสน/ครอบครัว"

แต่อยากรู้ว่ามีการสำรวจมั้ยว่าเป็นเพราะอะไรถึงติดหนี้??? มีแต่สำรวจว่าอยากได้สวัสดิการอะไร แต่ไม่มีการสำรวจต้นเหตุของการติดหนี้ก่อน
1. รายได้น้อย
เราเองก็คนนึงที่อยู่ในสายกึ่งราชการ กล้าพูดเลยว่าไม่พอกิน ถ้าไม่เอาเวลาว่างที่เลิกงานเร็วกว่าเอกชนประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงในการสร้างรายได้ (ซึ่งแค่รอรถเมลล์ที่ไม่เคยมาเป็นเวลาก็ได้กลับบ้านตอนรถติดแหง็กอยู่ ดี) หรือเอาช่วงที่งานไม่ค่อยเยอะนักไปติดต่องานในฐานะฟรีแลนซ์ข้างนอก ส่วนสายการศึกษา... อยู่ที่ระบบมาหวิทยาลัยว่าจะแบ่งเงินวิจัยที่หารเฉลี่ยมาแล้วได้เดือนละไม่ กี่พัน (ที่รวมกับเงินเดือนปกติแล้วไปทำเอกชนก็ยังได้เยอะกว่า) ไปอีกมั้ย
2. มีองค์กรสนับสนุนการติดหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยเวลาฝากที่สูงกว่าธนาคาร และดอกเบี้ยกู้ต่ำๆมาล่อใจ
อันนี้มี แต่ไม่ขอพูดถึงเพราะเราไม่ได้สมัครกับเค้าหรอก สมัครให้หาเรื่องกู้แล้วติดหนี้ทำไม แล้วมันเป็นเหมือนองค์กรเฉพาะของราชการแต่ละส่วนด้วย เกิดเปลี่ยนไปอยู่ส่วนอื่น หรือเปลี่ยนไปทำงานเอกชนแทนล่ะ??
3. ค่าครองชีพ
เมืองไทยไม่ค่อยมีใครอยากเช่าคนอื่นอยู่เท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็น แต่ก็ดันได้งานไกลบ้านกันเป็นประจำ ค่าครองชีพส่วนใหญ่เลยไปหนักที่ค่าเดินทาง พอมีการเดินทางก็เสียเวลาในการเดินทางตาม ทั้งรถติด ทั้งแวะซื้อขาง แวะทานอาหาร และอื่นๆตามแต่มันจะมายั่วใจ เวลาพักผ่อนจริงๆก็น้อยลง (ต่อให้เลิกงานเร็วก็ใช่วาจะถึงบ้านเร็วตาม) จะกินจะใช้อะไรก็เป็นเงินเป็นทางไปหมด อาบน้ำ บางคนต้องใช้โทรศัพท์ ใช้คอมทำงานต่อบ้างล่ะ หรือบางทีการติดต่อกับคนอื่นอย่างบล็อกประเภท Social Network ที่ถ้าขืนติดต่อในเวลางานได้โดนไล่ออกอีกล่ะ มันก็ต้องไปใช้สาธรณูปโภคส่วนตัว และแน่นอนว่ามันก็กลายเป็นค่าใช้จ่าย
4. การดำเนินชีวิต
อดไม่ได้ที่ใครต่อใครอยากสะดวกสบาย ดูเหมือนมีชีวิตโก้หรู แถมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสิ่งที่เป็นปัจจัยภายนอกก็ดันราคาสูงตามด้วยเนี่ยสิ อันนี้มันสอนกันให้รู้จักพอยาก

PS: from mystery88.exteen.com on 6 Oct 2010 [Deleted Already] รู้สึกว่าฟังข่าวตอนเช้าแล้วมาเปิดดูในเน็ต ที่เอามานี่ ก็มาจาก ข่าวในเอ็มเอสเอ็นประเทศไทย วันเดียวกันกับที่โพสนะ

Sunday, August 15, 2010

ข้อคิดจากทริปเวียดนาม...

ไป trip เวียดนามมา ถ้าได้ไปเที่ยวมาเร็วกว่านี่ก่อนที่จะหางานหว่านแหมั่วซั่ว อาจจะตกปากรับคำไปประจำที่สาขาเวียดนามแล้วล่ะ (และถ้ามันเปิดและมีอยู่จริงๆไม่ใช่ลมปากของคนที่บอกว่าตัวเองมีเส้นสาย แต่สุดท้ายช่วยอะไรไม่ได้)

ถ้ามีโอกาสที่ดีกว่ากับเงินเดือนที่มากกว่าก็ไม่แน่ว่าเลือกที่จะไป เพราะหลายครั้งที่รู้สึกว่าไม่แฟร์กับการทำงานที่ได้เงินเท่ากันแต่การทำงาน ไม่เท่ากัน อย่างน้อย เอาช่วงเวลาทำงานสั้นๆเก็บเงินที่ได้มากกว่านี้ประมาณ 2 เท่ามาก่อนดีกว่ามั้ย อีกเรื่องที่รู้สึกไม่อยากทำคือสอนอะไรที่มันต้องมีในหลักสูตรแต่เราไม่ได้ รู้เท่าที่เราคิดว่าควรจะรู้และเอามาสอนต่อได้ พูดง่ายๆคือข้อมูลไม่ได้อัพเดทตามเท่าที่ควรไง จะบอกว่าไม่มีเวลาก็ไม่อยากจะพูด เพราะเราเป็นพวกทำงานช้า ทำเรื่อยๆ แถมต้องใช้เวลาพักผ่อนต่อวันค่อนข้างเยอะ ไม่งั้นจะแฮ้งข้ามวันทำเสียเวลาหนักกว่าเดิม อิจฉาพวกที่นอนไม่หลับมากๆอะ

ก่อนหน้านี้ที่จะเดินทาง ไปอ่านหนังสือเล่มนึงที่เค้าไปเที่ยวมา ชอบที่เค้าเขียนเพราะเค้าไม่ใช่แค่ว่าไปไหนบ้าง ทำอะไร แต่เค้าเขียนแนวคิดของคนเวียดนามด้วย สิ่งที่ทำให้เค้าพัฒนาเพราะเค้าเลือกพัฒนาคนและการศึกษา แต่ไม่ชอบภาพตลาดที่ทำกับหมูกับเป็ดอย่างกับว่าไม่มีชีวิต เค้าเกิดมาให้เรากินก็จริงแต่ไม่ทำให้ชีวิตที่เหลือของเค้าอึดอัดได้มั้ยล่ะ ไม่ชอบแค่นั้นแหละเลยไม่ซื้อมา

ไกด์ก็พูดด้วยว่าเคยมีนักลงทุนพยายามจะมาสร้างรถไฟหัวจรวดให้ แต่เวียดนามไม่เอา เพราะเึ้ค้าบอกแบบนี้ก็อยู่กันได้ แล้วไม่รู้จะรีบไปไหน เมืองก็มีแค่นี้ และเค้าเน้นที่ให้คนท้องถิ่นมีงานก่อน เพราะฉะนั้นต่างชาิติมาลงทุนยากกก แต่คงมีพวกหัวหมอไม่น้อยแหละนะที่ลงทุนได้ 555

ใครว่าเมืองที่อุณหภูิมิพอเหมาะอย่างยุโรปเค้าุถึงจะขยัน... คนเวียดนามก็ขยันไม่น้อยเหมือนกันทั้งที่อากาศโคตรร้อนเลย อีกประเทศที่แอบอยากไปคือพม่ากับลาวบอกได้เล่ยว่าไปตอนนี้ซะ แล้วอีกสิบปีไปใหม่นะ จะเห็นเลยว่าประเทศไทยไม่เคยพัฒนา... (ถูกทางซะที ก็คง... จนกว่าจะเลิกกินบ้านกินเมืองกันได้นั่นแหละ)


PS: from mystery88.exteen.com on 15 Aug 2010 [Deleted Already]

Saturday, April 17, 2010

.................................. [1]

รู้งานมากไปเพราะพยายามทำงานเอง = ฉลาดน้อย

เสียสละช่วยงานคนอื่น = โดนเอาเปรียบ

เป็นคนดี เป็นคนว่าง่าย = ไอ้โง่


ทำไมถึงเขียนแบบนี้ ก็หลังๆเริ่มรู้สึกว่า อะไรก้อ "กู" นะ
ทำงานได้แทบทุกอย่าง แล้วความก้าวหน้าหายไปไหน???
ถ้ามันไม่ก้าวหน้าในเร็ววันนี้ ควรจะทนดักดานต่อไปเหรอ???
3 ปีไม่ได้ตำแหน่งหลักๆในคณะ คงต้องหาที่ไปบ้างแล้วล่ะ

อาจจะไม่เหมาะที่จะสอนคนในสิ่งที่ตัวเองได้พรสวรรค์มา
ถ้ามันมาจากความพยายามล้วนๆอย่างเสก็ต ชัวร์กว่าเยอะ
แต่บ่อยๆที่รู้สึกว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พยายาม กลายเป็นว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์...
จะมีอะไรที่ทำเพราะความชอบ แล้วช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นในมุมมองของคนอื่นมั่งมั้ยเนี่ย

ที่แน่ๆ ทำดีไม่ได้ดีแบบนี้คนทำดีก็ท้อเป็นนะ

Sunday, January 10, 2010

Third Language Support

I've tried to recover French language as the third one and other two languages, Chinese and Japanese (Korean maybe instead ^^). The problem does not happen for French as the symbol like "Accent" has been set up already in international Microsoft Programme. For asian languages, which do not use the same base or quite obvious difference, there is able to read on many machines but some of them can't do so unless install those fonts.
Another problem of lanugae learners is typing in different langauges. Mostly computers are support only two types such as Enhliag and Thai (as it's my mother language). If user needs to use other letter fonts like Chinese, Japanese, etc., user has to set one lanugage instead of English (for non-english people and some user who quite not use English as much as another one).
Future Computer or digital machine might be able to set up more than one languages.

e-Paper VS. Thai Chanuan Board

Technology has been developed but these stuff make me think about a stuff for Thai students in the long long time ago. I mean a board which called 'Chanuan Board' in Thai language. It has been written by charcol instead of pencil while current it return into electronic stuff like e-paper of e-book reader (I'm not sure it can be written... if it hasn't that function, it will be able to get input text from user soon.)

However, there are some differences of this Thai stuff and electronic products. First, Chanuan board can't record anything while electronic stuff can do so. Second, Chanuan Board is made from natural materials while electronic... sure!! it has been made from non-natural materials. Finally, electronic stuff seems to be hard to use compare to Chanuan Board for some low-tech people.

The similarity of both stuffs is disapperance of information!!!

จากบล็อกเก่า ลงไว้่เมื่อ 5/11/09

ไอเดียแผลงๆ



ทีแรกก็ว่าจะมาแค่เอาลิงค์จากยูทูบไปลงในบล็อกสอนเสก็ตเฉยๆ พอเจออันที่มันท่าทางน่าดูก็กดไปเรื่อย ดูไปก็เริ่มนึกถึงอันอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเสก็ตบ้าง ส่วนมากนั่งดูเสก็ตน้ำแข็งอยู่ดีๆก็ลามไปบัลเล่ต์ต่อตามด้วยยิมนาสติกประจำ แต่ไปๆมาๆ ความบ้าการ์ตูนเรื่อง Prince of Tennis ที่เริ่มตั้งแต่การดูหนังแล้ว ไปเจอมิวสิคัล พอดูมิวสิคัลไม่รู้เรื่องก็ต้องไปหาการ์ตูนมาดู ล่าสุดไปเอายกเซ็ตมาอ่านเลย (ย้อนศรมาก เค้ามีแต่อ่านจากการ์ตูนกันก่อนนน!!) ทำไห้เกิดปิ๊งไอเดียพิเรนๆอะไรบางอย่างขึ้นมา อ่อ เพิ่งเห็นว่าจีนก็จะเอาเรื่องนี้ไปทำมิวสิคัลของตัวเองด้วย คนเล่น งั้นๆมาก อาจจะเป็นเพราะติดต่ากับเวอร์ชั่นดังดิมตามแบบฉบับของเจ้าของรึเปล่าไม่รู้นะ แต่เราว่าอยากรู้นักถ้าเอามาเล่นเป็นพวก ballet หรือ on ice show งี้ น่าจะแปลกไปอีแบบดีนะเนี่ยยย สงสัยจะได้เป็น Prince of Tennis Ballet ไม่ก็ Prince of Tennis On Ice Show ซะงั้น 555

เออ ถ้ามีโอกาสได้แข่งอีก ว่าจะลองเอาไปเล่นดู (คงลงประเภท Short+Free ไม่ได้ล่ะ งานนี้) แต่จะเล่นเป็นตัวไหนดีน้อ... 555


วาดเอาคร่าวๆมาใส่ประกอบ ขำขำ ประมาณลองดูว่าถ้ามีออกมาจริงนี่จะได้อารมณ์แบบไหน ^^
น่าจาดูออกนะ (สำหรับคนที่ติดตามเรื่องนี้) ว่าเป็นใครบ้าง หุหุ

Web Design Review ในแบบของมือสมัครเล่น :)

มีแต่เรื่องแย่ๆ มาพูดเรื่องที่มันน่าสนใจกึ่งๆสาระกับบ้างดีกว่า เนื้อหาวันนี้จะพยายามไม่เขียนกระทบใคร แต่มาเพื่อชื่นชมผลงานของชาวบ้านกันแล้วก็เป็นการวิเคราะห์ในเรื่องของการ ออกแบบเว็บ หวังว่าจะเป็นแนวทางในนักพัฒนาเว็ฐของไทยเอาไปดูและปรับแก้ไปให้บรรดาเว็บ ไทยเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นไม่แพ้กับเว็บของต่างชาติกัน ไปดูที่เว็บนี้กันดีกว่า http://www.vektorsektor.com/ เรียบๆง่ายๆ (แต่ในความเรียบง่ายอาจจะมีอะไรยากและซับซ้อนก็ได้นะ) ที่ยกเว็บนี้มาไม่มีอะไรหรอก แค่ไปโดนเอาส่วนของ pre-loader ที่เค้าทำได้เข้ากับ theme ของเว็บ และดึงความสนใจได้ รูปแบบของ pre-loader แบบนีก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็น ตัวโปรแกรมสร้างลูกเล่น โปรแกรมเสริมรองรับให้เครื่องคอมฯสามารถเปิดกราฟฟิกได้ หรือกระทั่งตัวอุปกรณ์คอมฯและโปรแกรมเองที่มีการปรับปรุงเรื่อยๆ

ความ เร็วในการโหลดหน้าเว็บ จัดได้ว่าเร็วใช้ได้ แต่อาจจะเปิดไม่ขึ้นได้สำหรับผู้ใช้ที่ใช้เวอร์ชั่นต่ำๆ หรือไม่ได้ติดตั้ง java หรือตัวรองรับ Flash บนเว็บที่เหมาะสมกับเว็บนี้ แต่ทางเว็บมาสเตอร์ก็ได้แนบโปรแกรมมาให้ไว้แล้วเช่นกัน ดูจากไฟล์ที่เค้าอนุญาตให้โหลดได้เป็น Flash 6 นะ ถือว่าไม่ใหม่มาก อาจจะเก่าไปสำหรับบางเว็บ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเคื่รองเก่าเปิด จะขึ้นมั้ย หรือจะโหลดช้ามั้ย

ส่วนของหน้าเว็บ

  • ความ น่าสนใจเริ่มตั้งแต่การโหลดหน้าแรกแล้ว ที่มีลูกเล่นเป็นลูกบากศ์เลื่อนสลับที่ไปมาและยังคงมีปรากฏอยู่ในหน้าAbout ซึ่งจะสุ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆสามแบบเมื่อมีการรีเฟรชหน้านั้นๆ โดยส่วนของ pre-loader จะมีแค่ครั้งเดียว ไม่ขึ้นบ่อยๆเหมือนอีกกหลายๆเว็บ นอกจากนั้นมีการคุมโทนสีให้อยู่ในกลุ่มสีเข้มสามสีหลักๆคือ ขาว แดง และดำ อาจจะทึมๆไปบ้างแต่ก็ทำให้เว็บดูมีเสน่ห์ตรงที่ไม่หลุดโทนสีไป และดูไม่เกะกะ โดยส่วนตัวคิดว่าเค้าเน้นกราฟิกเป็นตัวดำเนินเรื่องของทุกหน้า ให้คนเล่นได้ ถ้าทำเยอะกว่านี้อาจจะกลายเป็นไม่น่าสนใจได้เหมือนกัน
  • ความ ชัดเจนของการบอกว่ากำลังอยู่ที่หน้าไหน หรือส่วนไหนของเว็บอาจจะไม่ชัดเจนนักเพราะเมื่อกดเข้าในหน้าต่างๆแล้วจะเปิด ขึ้นหน้าต่างหรือแท็บใหม่เลย แม้ว่าหน้าหลักจะยังอยู่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ใช้อาจจะปิดไปซะก่อนเมื่อเห็นว่ามีเว็บเดียวกันสองหน้าหรือสองแท็บ ส่วนของหน้าที่ผู้ใช้กดไปก็ไม่มีเมนูหลักระบุแล้ว หรือกระทั่งปุ่มกลับไปหน้าที่มีเมนูหลัก ส่วนของหน้าก็มีการบอกว่าอยู่หน้าไหนไม่ค่อยชัดเจนนักหรือบางหน้าก็ไม่มี อาจจะทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงงไปหน่อยถ้ากดเข้าไปแล้วลืมว่ากดเข้าไปหน้า ไหน แต่ส้วนหน้าย่อยๆที่อยู่ในหน้าหลักมีระบุไว้ว่ามีอะไรบ้าง
    เว็บนี้ดู เหมือนว่าจะไม่มีผู้สนับสนุนนะ แต่เค้ามีส่วน contact กับ guest book ไว้ แล้วส่วนหน้า latest stuff เค้าก็ใช้โพสลิงค์ไปเว็บผลงานที่เค้าทำขาย และไม่ได้มีเครื่องหมาย copyright ด้วยซึ่งปกติจะมีการวางเครื่องหมายลิขสิทธิ์ไว้ที่ท้ายเว็บกัน
  • ความสามารถในการเข้าถึงของโปรแกรมอินเตอร์เน็ตต่างๆ เช่น Safari, Firefox หรืออื่นๆคงจะไม่พูดถึงคงต้องไปลองกันเอง
  • ความ เป็นปัจจุบัน ทางเว็บมาสเตอร์ก็ใส่ไว้ในหน้าของ Latest Stuff ไปแล้วและดูเหมือนไม่ค่อยอัพเดท แต่จุดประสงค์เพื่อการค้าจะลิงค์ไปเว็บอื่นแทนซึ่งก็มีผลงานออกมาเรื่อยๆ (ก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ที่จะให้ฟรีหมดแล้วจะเอาอะไรกิน)
  • และ ส่วนสุดท้ายที่เราอยากจะพูดถึงคือส่วนของเสียงที่ไม่สามารถตั้งปิดเสียงได้ ถึงจะมีเสียงแต่เสียงก็ยังคงสั้นๆ เหมือนการเล่นเกมทั่วๆไป

ในมุมนองของเรา เรามองแบนี้ คิดเหมือนหรือต่างกันยังไงก็ลองเสนอมาได้ :)

จากบล็อกที่ลงไว้เมื่อ 12/12/08 ตอนนี้เว็บที่ว่าคงมีการปรัับปรุงไปอีกเยอะ ตอนนั้นรีบลงเลยไม่ได้ทำ Screen Copy ไว้ให้ดู

อาชีพนักกีฬา... กับประเทศไทย

วันนี้ขอยกข่าวกีฬามาสองอัน กับคำถามอีกหลายๆคำถามที่เราว่าคงมีหลายคนที่อยากจะถามแบบนี้เหมือนกัน... (จากบล็อกที่ปิดไปแล้ว ที่ลงไว้เมื่อ 8/22/08)

คนไทยได้บทเรียน จากน้องเก๋ และ วรพจน์
ถ้า คนไทยไม่เพียงแค่เฮตามกระแส "ฮีโร่" โอลิมปิก แต่พยายามสรุปบทเรียน จากชัยชนะ และความพ่ายแพ้จาก "น้องเก๋" และ "วรพจน์" ที่ปักกิ่ง บางทีเราอาจจะได้ประโยชน์สำหรับทั้งประเทศมากกว่านี้
เพราะในชัยชนะและ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเสียงหัวเราะและน้ำตาที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจนถึงการแข่งขันกีฬา ชาติ ภูมิภาคและระดับโลกคราวหน้าเท่านั้น หากแต่ยังมีประเด็นที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องเรียนรู้มากมาย
ถ้าคนไทยไม่ ใช่เพียงแค่สนใจว่า "น้องเก๋" ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังสาวเหรียญทองปักกิ่งเกมส์ มีแฟนแล้วหรือยัง หรือชอบกินอะไรเป็นพิเศษ หากแต่ฟังเธออย่างลุ่มลึกกว่าเพียงแค่คำถามคำตอบผิวเผิน ก็จะได้ความเห็นอันมีค่าและลึกซึ้งหลายประการ
เธอพูดหลายครั้งในหลาย โอกาสตั้งแต่กลับจากปักกิ่งว่า "ผู้ใหญ่" ในบ้านเมืองควรจะได้รับรู้ว่านักกีฬาระดับชาติที่คนทั้งประเทศตั้งความคาด หวังไว้อย่างสูง และถือเป็นความภาคภูมิใจระดับสากลนั้น ความจริงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
น้องเก๋ บอกว่า "พวกเราหลายคนไม่รู้อนาคตตัวเอง หลายคนไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเพิ่มเติม และหลายคนเมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว ไม่มีงานทำ..."
คนไทยฟังแล้วก็ผ่านไป ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬาได้ฟังแล้วก็กลับไปทำอะไรเหมือน เดิม...เพราะเราต้องการแต่เพียงผลที่คนทั้งประเทศต้องการ แต่ไม่มีใครลงมือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เพราะเราไม่มีแผนระดับชาติในการสร้างนักกีฬาระดับโลก...เพราะเราปล่อยให้มีนักกีฬาไทยระดับโลกตามมีตามเกิด
และ เมื่อนักกีฬาคนไหนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติแล้ว ก็ตื่นเต้นยินดีกับเขาหรือเธอเพียงระยะสั้น จากนั้นก็ลืมพวกเขา ทิ้งให้แต่ละคนดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตของตนเองต่อไปอย่างคนที่ "โลกลืม"
น้อง เก๋ พูดเตือนสติคนทั้งชาติด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล แต่คนไทยที่ฟังเธอควรจะต้องได้สติจากความเห็นของ "ฮีโร่" คนล่าสุดของประเทศ เพราะเธอเป็นคนมี "สาระ" และต้องการจะพูดเรื่องที่เป็นเนื้อหาของการสร้างนักกีฬาระดับชาติของประเทศ มากกว่าที่จะตอบคำถามผิวเผินไร้ความหมายอย่างเช่น "หนูมีแฟนหรือยัง?" หรือ "ตื่นเต้นไหม?"
วรพจน์ เพชรขุ้ม นักมวยไทยที่พ่ายคู่ชกจากคิวบา นั้น แม้จะแพ้แต่ก็ให้บทเรียนอันมีค่าสำหรับคนไทยทั้งประเทศ
ภาพ ที่เขาร้องไห้หลังจากลงจากเวทีที่เราเห็นบนจอทีวีนั้น เป็นการสะท้อนความรู้สึกของนักกีฬาระดับโลกของไทย ที่ไม่อาจจะทำให้ความฝันของคนไทยทั้งประเทศเป็นจริงได้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบของนักกีฬาที่รู้ว่าคนทั้งประเทศตั้งความหวังไว้ สูงยิ่งสำหรับเขา แต่เป็นความผิดของวรพจน์ หรือเปล่าที่ทำให้คนไทยไม่น้อยผิดหวัง?
เปล่าเลย คนไทยต่างหากที่ตั้งความหวังไว้สูงแต่ไม่ได้ทำอะไรให้เขาสามารถยกระดับความ สามารถให้เทียบทันกับฝีมือระดับโลกที่จะแข่งเหรียญทองได้ ดูจากการพันตูระหว่างวรพจน์ กับนักชกคิวบา ที่ชื่อแยนเกล ลีออน อลาร์กอน แล้วก็ต้องยอมรับว่าฝีมือของนักชกไทยเรายังห่างชั้นกับมาตรฐานโลกอยู่ไม่ น้อย แต่วรพจน์ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มความสามารถแล้ว และคงจะร้องไห้เพราะรู้ว่าที่ดีที่สุดของตัวเองยังไม่ดีพอสำหรับความความคาด หวังของคนไทย
แต่มาตรฐานโลกนั้น (ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬาหรือด้านไหน) ไม่อาจจะสร้างได้เพียงแค่ตัวนักกีฬาเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่รัฐบาลลงมาถึงคนไทยในวงการต่างๆ ในภาคเอกชน และวงการวิชาชีพ ที่จะต้องถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการ "สร้างคน" อย่างเป็นระบบ และต้องระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรการเงิน การสนับสนุน ความร่วมมือทั้งจากครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน และเครือข่ายสังคมทั้งหลายทั้งปวง
ความสำเร็จทางการกีฬาเป็นมาตรวัด มาตรฐานของคุณภาพคนของประเทศนั้นๆ ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมา เรามองนักกีฬาเป็นเพียง "ตัวละคร" ของความบันเทิงสำหรับสังคมไทยที่ต้องดิ้นรนช่วยตัวเอง และฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการด้วยตนเอง เราเพียงต้องการหัวเราะกับชัยชนะ แต่เรามักจะถอยหนีจากความพ่ายแพ้เกือบจะทันที...เพื่อร่วมฉลองกับผู้ที่แสดง บทเป็น "ฮีโร่" คนต่อไปเท่านั้น โดยที่เราไม่เคยสำเหนียกว่าชัยชนะที่แท้จริงนั้นคือการเรียนรู้จากความพ่าย แพ้เลย

แหล่งที่มา
กรุงเทพธุรกิจ

อันนี้จากความเห็นใน พันทิป เกี่ยวกับนักฟันดาบ...
ขอ ระบาย อยากเล่าให้ฟัง เรื่องก็คือว่าคุณวิลลี่ วิระเดช คอทนี่ย์(ถ้าสะกดชื่อผิด ขออภัยด้วยครับ)เป็นคนไทย ที่ไปใช้ชีวิตอยู่เยอรมันตั้งแต่ 3 ขวบ เล่นกีฬาฟันดาบ และมีฝืมือค่อนข้างสูง นิสัยดี ขยันขันแข็ง8 ปีก่อน ได้เหรียญทองแดงในกีฬาฟันดาบประเภท เซเบอร์ จากโอลิมปิค ให้แก่ประเทศ"เยอรมัน"ขณะนั้น อายุ 21 ปี
ไม่ ค่อยแน่ใจว่าได้รับการติดต่ออย่างไร ถึงได้มาขอใช้สัญชาติไทย และคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยแต่เป็นสิ่งที่คุณวิลลี่ ภาคภูมิใจมากว่าได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทย
แต่ เนื่องจากสมาคมฟันดาบของประเทศไทยมีการจัดการที่ยังไม่ค่อยดีนัก...การจะ เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปีค นอกจากการเข้าคัดเลือกทั่วไปแล้ว นักกีฬายังจำเป็นจะต้องมีอันดับ (Ranking) ในระดับโลกที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย ซึ่งมาจากการเก็บแต้มในทัวนาเม้นท์ต่างๆ
- จุดนี้ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม และมีส่วนกับการคัดเลือกแค่ไหน แต่เอาเป็นว่า สำคัญ
การ ฝึกซ้อมกับนักกีฬาที่ฝืมือใกล้เคียงกันเพื่อคงระดับความสามารถ หรือพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ก็จำเป็นต้องหาคู่ซ้อมหรือโค้ชต่างประเทศซ้อมที่ไทย ไม่ใช่ซ้อมไม่ได้ แต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าไปหาคู่แข่งที่เก่งกว่าตัวเอง ไปแข่งในทัวนาเม้นท์ระดับโลก ของทางยุโรป
ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่ง"จำเป็น" ในการพัฒนาฝืมือ เพื่อเป้าหมายในการชิงเหรียญทองโอลิมปิค
แต่ สมาคมไม่ได้มีการจัดการที่ดีในระดับที่ควรจะเป็นกลับให้นักกีฬาดิ้นรนจัดการ เรื่องดังกล่าวเอง โดยให้"สำรองจ่ายไปก่อน" แล้วมาเบิกกับสมาคมฯ คือสนับสนุน แต่ต้องดิ้นรนก่อนนะ
แล้วเรื่องมัน เป็นไงคุณวิลลี่ก็พยายามเต็มที่แต่ เอาเงินจากไหนมาจ่ายล่ะ? เอาวะ ขอกู้ธนาคารเลย เอ้า ทุ่มเทแล้วเป็นไงล่ะ สมาคมฯ ก็ไม่จ่ายคืนให้น่ะสิ!! (คุณโง่จ่ายก่อนทำไม คือ คำพูดที่บางคนในสมาคมฯ พูดใส่วิลลี่)
นั่น แค่เรื่องเงิน ซึ่งโดยส่วนตัว คุณวิลลี่ค่อนข้าง ทำใจ เอาไว้แล้ว ว่าอาจจะไม่ได้คืนแต่เรื่องที่วิลลี่ต้องออกมาพูด เพราะเขาคิดจะเลิกเล่นกีฬานี้ (เลิกเข้าแข่งขัน แต่อาจจะยังเล่นเป็นกีฬาสำหรับเขา) แล้วเขาเป็นห่วงอนาคตของนักกีฬาฟันดาบของประเทศไทย ในเรื่องต่างๆ ซึ่งถ้าเขาไม่พูด มันก็คงไม่มีใครรู้...
โดย เฉพาะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งนี้ ขาดการประสานงานที่สมควรจะทำเป็นอย่างมาก จนทำให้ นักกีฬาฟันดาบของไทยทั้งสองประเภท ไม่สามารถจะมีผู้ฝึกสอนอย่างเหมาะสมได้เกือบไม่ได้ลงแข่ง เพราะมีมีผู้จัดการเข้าไปรับฟังกำหนดการและการจับสลาก เพราะ "ผู้จัดการ" ยังไม่ได้ไปที่ปักกิ่ง "เขา"ไปก่อนวันแข่ง แค่วันเดียว (ผู้จัดการ ก็ไม่ใช่โค้ช หรือผู้ฝึกสอนด้วย)
วิลลี่จึงอยากจะให้สมาคมฯ ทำ ตัว ให้ ดี กว่า นี้ เถอะ ขอ ร้อง!!!
อ่านกระทู้แนะนำเลยครับ เพื่อความสะใจ หาดูรายการย้อนหลัง จับเข่าคุย ช่อง3 เวลาประมาณ 5 ทุ่ม วันที่ 18 ด้วยนะครับ
จากคุณ : มาม่าไข่มะตูม - [ 21 ส.ค. 51 00:56:36 ]


ส่วนคำถามของเราคือ...
  1. จะ ตั้งสมาคมกีฬามาทำไม ถ้าไม่สร้างให้นักกีฬาเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คนยอมรับ (ที่จีนเค้าได้เหรียญกันเยอะแยะเพราะถ้าเค้าเป็นนักกีฬาแถวหน้าได้ เค้าถึงจะมีกิน เป็นอาชีพที่คนยอมรับ และรัฐสนับสนุนเต็มที่)
  2. กีฬาในเมืองไทย อยากรู้ว่าเค้าไปเอาเหรียญมาแบบนี้ จะจ่ายค่าเรียน ค่าซ้อมที่เค้าเสียไปคืนมั้ย
  3. ถ้า มีใครสักคนที่เสนอตัวเองไปแข่งด้วยการยัดเงินให้ (ฝีมือพอมีด้วยนะ) แค่ต้องการให้ดูดีว่าไปแข่งระดับโลกมา สมาคมจะอนุมมัติมั้ย... ถ้างั้น คนรวยๆก็มีสิทธิ์มากว่าใช่มั้ย (อันนี่คิดว่าไม่น่ามีใครทำ แต่แค่อยากรู้ว่าถ้ามีคนทำจริงๆล่ะ)
  4. แล้ว กีฬาอื่นที่ไม่มีคนสนใจล่ะ ก็อารมณ์สมาคมมาเอาหน้าเหมือนกัน แต่เพราะใจเค้ารักที่จะทำบวกกับพรสวรรค์ที่เค้าเสียดายถ้าไม่เล่นต่อ ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าไม่ได้อะไร...