ประเด็นที่สอง... หิว...
ว่าไปนี่กะเอารวยเลยทีเดียวเนอะ... ร้านค้าอาหารริมทางเป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินได้ดี ร้านไม่ต้องหรูมาก แค่เปิดขายเรื่อยๆ อาหารอร่อย และถ้าถูกด้วย มีหรือใครจะไม่กินบ่อยๆ แต่ถ้ามาราคาแบบนี้... เข้าร้านหรูๆไปเลยดีกว่ามั้ย???
13.01.2011
ผลการวิจัยที่ออกมาไม่ประสบผลสำเร็จไม่ได้หมายถึงว่างานวิจัยชิ้นนั้นไม่ดี และงานวิจัยที่สมบูรณ์คือการนำผลจากงานวิจัยที่ดี (หมายถึงทั้งงานวิจัยที่ได้ผลและไม่ได้ผล) มาพัฒนาและปรับปรุง
แต่... งานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดจะเกิดเมื่อ...
- มนุษย์สามารถหยุดความต้องการของตัวเองได้ และรู้จักคำว่าพอเพียง รวมทั้งการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วงจรชีวิตในธรรมชาติของโลกกำหนดให้
- เมื่อการพัฒนาอะไรมาแล้วผลที่ได้มีแต่แย่ลง ผลการวิจัยที่ได้ผลน่าพอใจที่สุดจะกลายเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานที่เก่าแค่ไหนก็ตาม
.
.
.
.
เพ้อไร้สาระอีกแล้ว... ขนาดยังไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยซะเองนะเนี่ย!!!
ส่วนข้อที่สองมาจากการโหวตของ Thailand Blog Awards 2010 เนี่ยล่ะ... กับความข้องใจว่า เว็บที่มีสาระจริงๆแต่ไม่มีคนเข้ามาโหวตให้ ใครจะให้รางวัลบ้าง แบบนี้คนเขียนเนื้อหาสาระก็หมดกำลังใจเป็นนะ
ข้อที่มสาม โนดีเทลแอนด์คอมเม้นท์!!! แต่มีเรื่องอยากบ่นมากมาย แต่ไม่รู้จะบ่นไปทำไมให้ตัวเองดูไม่ดี...
คาดว่าหัวข้อพวกนี้น่าจะเหมาะสำหรับนักวิจัยที่อยากอายุสั้น!!!
ที่แน่ๆคนอย่างชั้นไม่อยากจะเรียกตัวเองว่านักวิจัย ถ้าไม่ใช่งานวิจัยที่เปลี่ยนค่านิยมและสังคมให้มันดีขึ้นได้ภายในระยะเวลา ไม่เกินสองปีนับจากการเผยแพร่ผลงาน แต่คาดว่าถ้าทำแนวที่ว่านี่คงจะโดนขัดขวางตั้งแต่เสนอหัวข้อไปแล้ว เพราะนี่คือสังคมไทย!!!
อ่อ ที่มาของเอ็นทรี่นี้คือ... ใกล้ช่วงที่มีประชุมวิชาการใหญ่อีกแล้วล่ะ ชอบไปนั่งหลับ รับของฟรี เอิ่ม... ฟังหรอกย่ะ แต่มักจะเกิดความคิดและคำถามประหลาดๆที่ขัดหูขัดตาบุคคลในสายการศึกษาหลายๆ ทั่นเอามากๆ ปีที่แล้วเน้นงานเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ปีนี้ดีใจที่เน้นด้านการเกษตรมากขึ้นแม้ว่าจะฟังแทบไม่ได้สักเรื่องก็ตาม อย่างน้อย ยังมีคนสำนึกรักบ้านเกิดได้ว่าเรายังเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่มีคนทำสวนทำไร่แล้วจะเอาอะไรกิน!!!
ช่วงนี้แทบจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องภาษาเลย เผลอๆอาจจะดองทิ้งร้างไปเลยล่ะมั้ง (เพราะตัวคนอัพเดทยังไม่มีปัญญาจะจำให้มันเข้าหัวได้ภายในเวลาแค่สัปดาห์ เดียวน่ะสิ เหอๆ) แต่อีกเรื่องที่กำลังรู้สึกว่าน่าจะเอามาอัพให้อ่านกันคือเรื่องของกีฬา...
ปัญหามีแค่ว่า หลายคนคงจะไม่เชื่อถือคนที่ชอบและศึกษาเจาะลึกในสิ่งที่ไม่ใช่สายที่ตัวเอง เรียนมา จะให้เรียนปริญญาสองใบมันก็ใช่เรื่องอยู่ จะเข้าได้รึเปล่าก่อนดีกว่าเหอะ เพราะสิ่งที่เราชอบมันเป็นวิชาของสายวิทย์ ในขณะที่เราเองจบมาจากสายภาษาในรุ่นที่ไม่มีเรียนเลขแม้แต่ตัวเดียว และภาษา (อย่างที่บอก) ที่กว่าจะท่อง กว่าจะจำได้แต่ละตัวทำเอาเหนื่อยใจ ไม่งั้นคงเก่งไปแล้ว
ส่วนของสายที่เรียนมา ด้วยความหมั่นไส้ที่โดนคนที่ไม่ได้จบสายนี้มาแย่งงานกันประจำ โดยเฉพาะพวกดาราทั้งหลายที่อาศัยว่าตัวเองทำอาชีพที่ได้เงินเยอะ และความมีชื่อเสียงมาเรียกลูกค้าไปหมด เลยไม่มีกำลังใจจะศึกษาด้านที่ตัวเองเรียนมาอย่างจริงจังเท่าไหร่นัก แล้วมันดันมีคนทำออกมาเกลื่อนตลาดจนไม่รู้ว่าตำราไหนเชื่อถือได้ ไม่ได้ แล้วอะไรที่เป็นออริจินัล อะไรคืออันที่ขัดกับทฤษฎีเก่าบ้าง จะมานั่งอ่านหมดมันก็ไม่ใช่เรื่องหรอกนะ เราเองก็ดันอ่านหนังสือก็ช้าอีก เลยหันเปลี่ยนทิศมาทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยสนใจกันนัก แต่ดูท่าจะเริ่มมีคนสนใจเยอะขึ้นแล้วล่ะ แล้วเราจะโดนแย่งอีกมั้ยล่ะเนี่ย...
PS: from mystery88.exteen.com on 12 Sep 2009 & 27 Jun 2010 [Deleted Already]ไม่ได้บวกเลขผิด และไม่มีอะไรจะอธิบาย ตัวย่อใช้แค่สองกลุ่มคือตัวอักษร F = Female และ M = Male กับกลุ่มตัวเลข คือคนที่ 1 กับคนที่ 2 แค่นั้นแหละ ที่เหลือไปตีความเอาเอง...
1 + 1 = 1F1 + M1 >> F1 + M1
1 + 1 = 2F1 + M1 >> F1, M1 (พวกกรูทะเลาะกันอยู่...)
F1 + M1, F2 + M2 (พวกมีของตัวเองแล้ว แต่ไม่พอใจ) // F1 + M1 + F2, M2 (พวกอยากได้ของคนอื่น หรือพวกโดนแย่งมาจะแย่งกลับ)
>> F1 + M1 & M2 // F2 + M1 & M2 // M1 + F1 & F2 // M2 + F1 & F2
>> M1 + F1 & M2 // M1 + F2 & M2 // M2 + F1 & M1 // M2 + F2 & M1>> F1 + F2 & M1 // F1 + F2 & M2 // F2 + F1 & M1 // F2 + F1 & M2
2 + 2 = 2F1 + M1, F2 + M2 (กรณี "ประนีประนอม" แล้ว...)
>> M1 + F2, M2 + F1 // M1 + M2, F1 + F2
หมวด หนังสือ
๑. ช่องทางทำมาหากิน รวมเล่มชุดที่ ๗
เห็นเล่มนี้ ไอ้เราก็ดีใจ นึกว่าเออ จะสรุปเฉพาะบทความแนวทางทำธุรกิจ ที่ไหนได้... เอามาทั้งเล่มเลย เรียกว่าถ้าใครซื้อประจำอยู่แล้วไปซื้อฉบับรวมมาอีกนี่ เสียดายเงินเลยล่ะ จะว่าไปแล้วเค้าก็พูดถูกนะว่ารวมเล่ม - -“ ไม่ได้เขียนว่ารวมแนวทางหรือไอเดียธุรกิจ
ว่าแต่... มันไม่มีแนวทางทำธุรกิจที่ไม่ต้องผลิตสินค้า ไปหาสินค้า เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือหาลูกค้าให้บริษัทแม่บ้างมั้ยวะเนี่ย... เอาชัดๆคือช่องทางทำธุรกิจ(บริการ)แปลกๆ อย่างพวกไทยทิกเก็ต บริษัทออกาไนเซอร์งี้ บริษัทจัดหานายแบนางแบบ รับจัดหาคู่ทำนองนี้ แต่เสนอแนวทางลงทุนแบบที่ไม่ต้องลงทุนสูงน่ะมีมั้ย (คาดว่าที่ว่าเค้าไม่ทำ เพราะมันเป็นธุรกิจใช้ทุนสูง แต่มันก็น่าจะมีวิธีประยุกต์ให้เหมาะกับชาวบ้านได้นี่หว่า อย่างพวกต่างจังหวัด ทำไมจะทำอีเวนต์ในส่วนตำบลไม่ได้?? ไอ้ทุนสูงน่ะ เพราะในเมืองหรอกย่ะ กับอีกเหตุผลคือ เป้าหมายเค้าคือการเน้นโฆษณาขายตรง และการสร้างรายได้ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น... แต่ไอ้ธุรกิจแปลกๆที่ว่าเราก็อยากได้อยู่ ออกเป็นฉบับพิเศษก็ยังดี หรือมันจะไปอยู่ในพวกกรณีศึกษาเชิงวิชาการที่ชาวบ้านไม่อ่านกันวะเนี่ยยย ไม่รู้จะเขียนให้อ่านยากๆ ให้ชาวบ้านอ่านเป็นแนวทางไม่ได้ไปทำไม)
๒. หนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และที่พักสำหรับครอบครัวมีสัตว์เลี้ยง
กำลังหาเวอร์ชั่นรวมแหล่งท่องเที่ยวและที่พักสำหรับครอบครัวที่มีสัตว์ เลี้ยง และรองรับได้ตั้งแต่ขนาดเล็กอย่างหนูแฮมส์เตอร์ถึงขนาดใหญ่อย่างลาบราดอร์ รึตัวประหลาดอยางอีน่ากัวทำนองนี้ (หวังว่าคงจะไม่มีใครคิดจะพางูจงอาง หรือจระเข้ไปเที่ยวนะ) และไม่รังเกียจหมาไทยแท้ดั้งเดิม (ที่ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์ที่สุด แต่ดันโดนให้เฝ้าบ้าน แล้วเอาม๋าฝรั่งไปเที่ยวแทน มันยู้ดดติทำแร้วหรือสำหรับน้องม๋าตัวน้อยๆผู้น่ารัก) หมาก็อยากเปิดหูเปิดตาเหมือนกันนาเฟ้ยยยย...
อ่อ อยากให้มีห้างที่พาสุนัขไปเดินเลือกซื้อของเองได้ โดยเฉพาะร้านหรือแผนกของเล่น เผื่อว่าหมา(บางตัว)อยากเลือกของเล่นเอง(มั้ง).... แล้วสะดวกเจ้าของด้วยเวลาที่จะซื้อเสื้อผ้าให้น้องม๋า อย่างน้อยก็ได้ลองเลยว่าใส่ได้มั้ยไม่ต้องซื้อมาแล้วขายต่อคนอื่น หรือวิ่งกลับเอาไปเปลี่ยน
ส่วนที่มาของเรื่องนี้คือ.... ไปจ่ายเงินค่าสอบภาษาอังกฤษ แล้วมีแม่พาลูกมาด้วย (น่าจะลูกชายนะ) ดูแล้ววุ่นวายน่ารักดี แกไม่งอแงนะ แต่ป้วนเปี้ยนเหมือนจะรำคาญว่าแม่ทำอะไรนานจัง เกี่ยวอะไรกับแม่ลูก ใช่ป่ะ??? เกี่ยว... ตรงที่น้องม๋าที่บ้านเราเลี้ยงจนมันคิดว่ามันเป็นคนแล้ว และมันก็เหมือนเด็กจริงๆ ชอบเถียง ชอบบ่น โวยวายเวลาไม่ได้ดังใจ (เคยเห็นม๋าไม่ได้ดังใจมั้ยล่ะ ไม่ต่างกับเด็ก-นิสัยไม่ดี-เลยล่ะ) บางทีก็อยากพาเค้าไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ใช่แค่บริเวณบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียงบ้าง ก็เท่านั้น (จริงๆ.. นะ.. จ๊ะ)
แต่งานนี้แต่ละที่คงต้องมีนโยบายป้องกันคนเอาสัตว์ไปก่อความวุ่นวาย และกันคนไปก่อความวุ่นวายซะเองด้วยการพาสัตว์ไปปล่อยอะไรแบบนี้ด้วย
หมวด วิถีชีวิต
รถไฟฟ้าขบวนใหม่
เพิ่งได้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนใหม่ เหมือนเป็นพวกตกยุคเลย ทั้งๆที่ใช้รถไฟฟ้าทุกวัน รึว่ามันวิ่งเฉพาะเส้นสีลม และวิ่งเฉพาะตอนกลางวันฟะ เอาเหอะ มันก็แปลกเป็นเรื่องธรรมดา แค่อาจจะไม่ธรรมดาเท่าการเปลี่ยนเมล์เขียวเป็นเมล์ส้มที่มีที่นั่งน้อยลงและ มีที่ให้โหน.. เอ่อ... ยืนมากกว่า แต่ยังขับได้เ...ย เหมือนเดิม
ส่วนที่ต่างไปจากรถไฟฟ้าขบวนเก่าคือ
๑. จอโฆษณา1 เล็กลง ไม่มีขึ้นหน้าจอว่าอยู่สถานีไหนแล้วเพราะไปขึ้นไฟที่ป้ายเหนือประตูแทน แต่มันก็ยังยัดเยียดให้ดูอยู่ดีล่ะวะ
๒. ป้ายสถานีที่มีสถานีต่อจากอ่อนนุชไปถึงแบริ่งที่ยังไม่เปิดให้บริการ และสถานีที่รู้สึกว่าจะยังผลิต เอิ่ม.. สร้างไม่เสร็จโผล่มาแล้วด้วย อันนี้ไม่รู้ว่าจะมีคนมองใน ๒ มุมรึเปล่านะ โดยเฉพาะคนที่ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น
๑. โง่รึเปล่า มีแค่สองสายยังไม่รู้อีกเหรอว่าตัวเองจะไปไหน
๒. ก็ดีเหมือนกัน น่าจะมีไฟบอกตั้งนานแล้ว
๓. ป้ายบอกสถานียังมีไฟบอกด้วยนะว่าประตูจะเปิดฝั่งไหน.... คนขึ้นบ่อยๆคงเฉยๆนะ แต่บางคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเค้าไม่รู้หรอก (จริงๆอย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลย ชาวเมืองที่ขึ้นรถเมล์เป็นกิจวัตรมาขึ้นรถไฟฟ้าบ้างยังมีสิทธ์งงเลย)
๔. หน้าต่างเล็กไปชนิดที่เรียกว่ากะจะเอามาขายพื้นที่โฆษณาเห็นๆ มันคงจะดีสำหรับพวกที่มีเงินมาลงโฆษณา แต่มันน่ารำคาญมากสำหรับคนโดยสาร ไม่ทราบว่าจะมีอีพวกที่มีเงินจ่ายค่าโฆษณามาลองนั่งรถไฟฟ้าเองมั่งมั้ยวะ เนี่ย จะได้รู้ว่ามันน่ารำคาญ... ว้อยยยยยย
๕. พื้นที่หลบมุมหัว-ท้ายขบวนมันน้อยลงพิลึกนะ แต่เพิ่มราวจับ ดี.. จะได้ไม่มีพวกสันหลังยวบยาบชอบยืนพิงไม่เผื่อที่ให้คนอื่นเกาะ และคนที่นั่งรถเข็นจะได้ไปไหนมาไหนเองได้บ้าง
๖. เสียงเตือนประตูปิด... มันรำคาญหูไปหน่อยมั้ย??? เหมือนคนเป่านกหวีดผสมกับแตรรถซาเล้งยังไงไม่รู้ เปลี่ยนเป็นแบบเก่าน่าจะดีกว่ามั้ยอ่า...
๗. หน้ารถ... ทีแรกก็ว่าทำไมคันนี้หน้ารถมันแปลกๆ พอเข้าไปถึงรู้ว่ามันคือคันใหม่ ไม่น่าล่ะ... แปลกยังไง หัวรถเดิมจะเป็นแบบเหลี่ยมๆ ทื่อๆ แต่อันนี้กระจกโค้งๆหน่อยๆ ไม่ทื่อเหมือนขบวนเก่า
๘. จิปาถะมากมาย แต่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเท่าไหร่ เช่น เสาจับเล็กลง ห่วงจับเปลี่ยนสี ป้ายโฆษณายังไม่มีเกะกะ ฯลฯ
1 ถ้าคำจำกัดความของทีวีคือสื่อที่มีทั้งโฆษณา สารคดี ละคร และข่าว ก็เรียกมันว่าทีวีไม่ได้เพราะอีมีแต่โฆษณาลูกเดียวตั้งแต่ต้นสายยันปลายสาย จนกว่าอีจะเข้าอู่ (ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะยังฉายต่อมั้ยตะหาก ประมาณว่าอย่างน้อยคนโดยสารไม่เห็น พนักงานก็ต้องเห็นมั่งล่ะวะ) กับอีกกรณีที่มันจะไม่ฉายคือ มันขัดข้อง...
"เผยปี 53 ข้าราชการไทยมีหนี้เฉลี่ยครัวละกว่า 870,000 บาทสูงกว่าปี 2549 // สถิติฯเผยข้าราชการแบกหนี้8แสน/ครอบครัว"
ถ้ามีโอกาสที่ดีกว่ากับเงินเดือนที่มากกว่าก็ไม่แน่ว่าเลือกที่จะไป เพราะหลายครั้งที่รู้สึกว่าไม่แฟร์กับการทำงานที่ได้เงินเท่ากันแต่การทำงาน ไม่เท่ากัน อย่างน้อย เอาช่วงเวลาทำงานสั้นๆเก็บเงินที่ได้มากกว่านี้ประมาณ 2 เท่ามาก่อนดีกว่ามั้ย อีกเรื่องที่รู้สึกไม่อยากทำคือสอนอะไรที่มันต้องมีในหลักสูตรแต่เราไม่ได้ รู้เท่าที่เราคิดว่าควรจะรู้และเอามาสอนต่อได้ พูดง่ายๆคือข้อมูลไม่ได้อัพเดทตามเท่าที่ควรไง จะบอกว่าไม่มีเวลาก็ไม่อยากจะพูด เพราะเราเป็นพวกทำงานช้า ทำเรื่อยๆ แถมต้องใช้เวลาพักผ่อนต่อวันค่อนข้างเยอะ ไม่งั้นจะแฮ้งข้ามวันทำเสียเวลาหนักกว่าเดิม อิจฉาพวกที่นอนไม่หลับมากๆอะ
ก่อนหน้านี้ที่จะเดินทาง ไปอ่านหนังสือเล่มนึงที่เค้าไปเที่ยวมา ชอบที่เค้าเขียนเพราะเค้าไม่ใช่แค่ว่าไปไหนบ้าง ทำอะไร แต่เค้าเขียนแนวคิดของคนเวียดนามด้วย สิ่งที่ทำให้เค้าพัฒนาเพราะเค้าเลือกพัฒนาคนและการศึกษา แต่ไม่ชอบภาพตลาดที่ทำกับหมูกับเป็ดอย่างกับว่าไม่มีชีวิต เค้าเกิดมาให้เรากินก็จริงแต่ไม่ทำให้ชีวิตที่เหลือของเค้าอึดอัดได้มั้ยล่ะ ไม่ชอบแค่นั้นแหละเลยไม่ซื้อมา
ไกด์ก็พูดด้วยว่าเคยมีนักลงทุนพยายามจะมาสร้างรถไฟหัวจรวดให้ แต่เวียดนามไม่เอา เพราะเึ้ค้าบอกแบบนี้ก็อยู่กันได้ แล้วไม่รู้จะรีบไปไหน เมืองก็มีแค่นี้ และเค้าเน้นที่ให้คนท้องถิ่นมีงานก่อน เพราะฉะนั้นต่างชาิติมาลงทุนยากกก แต่คงมีพวกหัวหมอไม่น้อยแหละนะที่ลงทุนได้ 555
ใครว่าเมืองที่อุณหภูิมิพอเหมาะอย่างยุโรปเค้าุถึงจะขยัน... คนเวียดนามก็ขยันไม่น้อยเหมือนกันทั้งที่อากาศโคตรร้อนเลย อีกประเทศที่แอบอยากไปคือพม่ากับลาวบอกได้เล่ยว่าไปตอนนี้ซะ แล้วอีกสิบปีไปใหม่นะ จะเห็นเลยว่าประเทศไทยไม่เคยพัฒนา... (ถูกทางซะที ก็คง... จนกว่าจะเลิกกินบ้านกินเมืองกันได้นั่นแหละ)
งานหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 38 และ งานหนังสือนานาชาติครั้งที่ 8 ศูนย์สิริกิตติ์ได้หนังสือมาหลายเล่มเลย แต่หนังสือต่างประเทศ อยากได้นะแต่คิดแล้วคิดอีก
มีเล่มนึงที่อยากได้ แต่พอไปยืนสแกนอยู่หน้าบูธกลับคิดว่า แล้วจะซื้อมาฝึกทำให้ตัวเองมีงานเข้าทำไม ขนาดไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้นยังมีแต่งานเข้า แล้วก็ไม่เห็นจะมีใครเห็นความสำคัญมั่งเลย อยากก้าวหน้าแต่ไม่รู้จะโดนขวางทางไปไหน เอาคนที่ไม่ค่อยทำงานขึ้นตำแหน่งแทนซะงั้น (คิดว่าตำแหน่งขึ้นแล้วเค้าจะทำงานมากขึ้นมั้ยล่ะ) เลยเป็ฯอันว่าถ้าอยากรู้อะไร เดี่ยวนี้อินเตอร์เน็ตมีหมดแล้ว ไปหาเอาก็ได้ ถ้าไม่รีบก็ทิ้งคำถามไว้ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยตอบ ช่วยให้ข้อมูลเองแหละ
ปกติไปงานหนังสือจะได้หนังสือสาระ แต่งานนี้ หนังสือไร้สาระเพียบ 555 (ได้หนังสือไทยซะเยอะ เลยหมดเงินน้อยกว่าปีที่ไปไล่กวาดหนังสือต่างประเทศมาดองในตู้) ที่แน่ๆ หนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือคราวที่แล้วยังดองในถุงตั้งหลายเล่มอยู่เลย เหอๆ คงต้งมานั่งทำลายสถิติที่เคยอ่านหนังสือเร็วที่สุดไว้ก็คราวนี้ มันเยอะเกินนน 555
สี่งที่ขาดไม่ได้กับการไปงานหนังสือ...