Wednesday, January 19, 2011

สิ่งที่คิด...

ประเด็นแรก... เฟสบุค...
จากข่าวที่มีคนโพสบนเฟสบุคว่า ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2011 ผู้ใช้ต้องเอาทุกอย่างออกจากระบบถ้าอยากเก็บไว้ เพราะทีมงานเฟสบุคจะล้างทั้งระบบ... งานนี้มีทั้งคนดีใจและเสียใจแน่นอน เรื่องนั้นขอไม่พูดถึงนะ แต่จะถามว่า...
แล้วระบบแบบเดียวกันในชื่ออื่นๆล่ะ จะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน??

จาก http://www.blognone.com/news/18712 ที่หัวเรื่องมันคือ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คนั้นตาบอดสี ที่ความจริงเผิดเผยเพราะการสร้างหนังเรื่อง The Social Network แต่ไม่ได้จะพูดถึงอันนี้ เพราะที่สำคัญกว่าคือ "Mark ไม่สนใจเงินถึงกับขนาดที่ว่า Terry Semel ซีอีโอของยาฮูเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยเห็นใครตอบปฏิเสธข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์มาก่อน..." นอกเหนือจากนี้ไปอ่านเอาเองนะ

สิ่งที่คิดคือ อย่างน้อยก็พอจะทำให้ดีใจขึ้นมาบ้าง ว่ายังมีมหาเศรษฐีอีกคนบนโลกที่ไม่ได้นับถือ "เงิน" เป็น "พระเจ้า"!!!

ประเด็นที่สอง... หิว...
เรื่องมาจากว่า ไปเดินหาของกินเพราะอดอยากจากมื้อหลางวันเพราะงานยุ่งจนไม่ได้กิน เลยกะรวบทีเดียว และทนหิว หิ้วท้องกลับบ้านไปกินคงไม่ไหว เลยแวะเข้าร้านริมทางร้านนึง เพราะเห็นเมนูหน้าร้านว่ามี "ยำสามกรอบ"เปิดเมนูปุ๊บ ลุกปั๊บเลย... ยำสามกรอบตอนที่ไปเดินเล่นที่แพลทตินัมราคาเจ็ดสิบ แปดสับ ยังว่าแพงแล้วเลย นี่อะไร ยำสามกรอบราคา สองร้อยขึ้น... ไม่ทราบว่า ไปเอา เนื้อหอยไข่มุก กุ้งอะลาสก้า ปลาแซลมอน กระเพาะปิรันย่า มาทำยำรึงัยยะ จากร้านริมทางเลยเดินเข้าเอสแอนด์พีที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ดีกว่า ร้อยกว่าๆ ได้ทั้งข้าวทั้งน้ำ...

ว่าไปนี่กะเอารวยเลยทีเดียวเนอะ... ร้านค้าอาหารริมทางเป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินได้ดี ร้านไม่ต้องหรูมาก แค่เปิดขายเรื่อยๆ อาหารอร่อย และถ้าถูกด้วย มีหรือใครจะไม่กินบ่อยๆ แต่ถ้ามาราคาแบบนี้... เข้าร้านหรูๆไปเลยดีกว่ามั้ย???

Thursday, January 13, 2011

เพ้อไร้สาระ

13.01.2011

ผลการวิจัยที่ออกมาไม่ประสบผลสำเร็จไม่ได้หมายถึงว่างานวิจัยชิ้นนั้นไม่ดี และงานวิจัยที่สมบูรณ์คือการนำผลจากงานวิจัยที่ดี (หมายถึงทั้งงานวิจัยที่ได้ผลและไม่ได้ผล) มาพัฒนาและปรับปรุง

แต่... งานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุดจะเกิดเมื่อ...

- มนุษย์สามารถหยุดความต้องการของตัวเองได้ และรู้จักคำว่าพอเพียง รวมทั้งการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่วงจรชีวิตในธรรมชาติของโลกกำหนดให้

- เมื่อการพัฒนาอะไรมาแล้วผลที่ได้มีแต่แย่ลง ผลการวิจัยที่ได้ผลน่าพอใจที่สุดจะกลายเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานที่เก่าแค่ไหนก็ตาม

.

.

.

.

เพ้อไร้สาระอีกแล้ว... ขนาดยังไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยซะเองนะเนี่ย!!!

Friday, January 07, 2011

หัวข้อวิจัยไร้สาระที่อยากให้มีมากๆในงานประุชุมวิชาการ

  • ทำงานวิจัยอย่างไรให้ได้กำไร
  • เขียนบล็อกอย่างไรให้คนเข้ามาโหวตเยอะๆ (แต่สาระช่างมัน?!?)
  • วัฒนธรรมในองค์กร กับค่านิยมในองค์กร มีความแตกต่างกันอย่างไร กรณีศึกษา-สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • ปัจจัยและที่มาของความอยุติธรรมในสังคมไทย จะสร้างวิธีการรับมืออย่างไร ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้
ถ้าหัวข้อพวกนี้มาอยู่ในการประชุมวิชาการคงแปลกดีนะ... ส่วนข้ออืื่นถ้านึกได้จะมาใส่อีก 555 ที่เกิดคำถามสองอย่างนี้เพราะรู้สึกว่า ข้อแรกทำไปทำไมถ้าได้ค่าตอบแทนมาไม่คุ้ม นักวิจัยก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน นักวิจัยเน้นงานด้านการศึกษาก็จริงอยู่ แต่นักวิจัยก็ต้องกินต้องใ้ช้เหมือนกันนี่หว่า

ส่วนข้อที่สองมาจากการโหวตของ Thailand Blog Awards 2010 เนี่ยล่ะ... กับความข้องใจว่า เว็บที่มีสาระจริงๆแต่ไม่มีคนเข้ามาโหวตให้ ใครจะให้รางวัลบ้าง แบบนี้คนเขียนเนื้อหาสาระก็หมดกำลังใจเป็นนะ

ข้อที่มสาม โนดีเทลแอนด์คอมเม้นท์!!! แต่มีเรื่องอยากบ่นมากมาย แต่ไม่รู้จะบ่นไปทำไมให้ตัวเองดูไม่ดี...

คาดว่าหัวข้อพวกนี้น่าจะเหมาะสำหรับนักวิจัยที่อยากอายุสั้น!!!

ที่แน่ๆคนอย่างชั้นไม่อยากจะเรียกตัวเองว่านักวิจัย ถ้าไม่ใช่งานวิจัยที่เปลี่ยนค่านิยมและสังคมให้มันดีขึ้นได้ภายในระยะเวลา ไม่เกินสองปีนับจากการเผยแพร่ผลงาน แต่คาดว่าถ้าทำแนวที่ว่านี่คงจะโดนขัดขวางตั้งแต่เสนอหัวข้อไปแล้ว เพราะนี่คือสังคมไทย!!!

อ่อ ที่มาของเอ็นทรี่นี้คือ... ใกล้ช่วงที่มีประชุมวิชาการใหญ่อีกแล้วล่ะ ชอบไปนั่งหลับ รับของฟรี เอิ่ม... ฟังหรอกย่ะ แต่มักจะเกิดความคิดและคำถามประหลาดๆที่ขัดหูขัดตาบุคคลในสายการศึกษาหลายๆ ทั่นเอามากๆ ปีที่แล้วเน้นงานเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ปีนี้ดีใจที่เน้นด้านการเกษตรมากขึ้นแม้ว่าจะฟังแทบไม่ได้สักเรื่องก็ตาม อย่างน้อย ยังมีคนสำนึกรักบ้านเกิดได้ว่าเรายังเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่มีคนทำสวนทำไร่แล้วจะเอาอะไรกิน!!!


PS: ปรับจากที่เคยโพสไว้ใน mystery88.exteen.com เมื่อวันที่ 8 Aug 2010 [Deleted Already]

เรียนจากหลักสูตร VS การศึกษาด้วยตัวเอง

ช่วงนี้แทบจะไม่ค่อยได้อัพเรื่องภาษาเลย เผลอๆอาจจะดองทิ้งร้างไปเลยล่ะมั้ง (เพราะตัวคนอัพเดทยังไม่มีปัญญาจะจำให้มันเข้าหัวได้ภายในเวลาแค่สัปดาห์ เดียวน่ะสิ เหอๆ) แต่อีกเรื่องที่กำลังรู้สึกว่าน่าจะเอามาอัพให้อ่านกันคือเรื่องของกีฬา...

ปัญหามีแค่ว่า หลายคนคงจะไม่เชื่อถือคนที่ชอบและศึกษาเจาะลึกในสิ่งที่ไม่ใช่สายที่ตัวเอง เรียนมา จะให้เรียนปริญญาสองใบมันก็ใช่เรื่องอยู่ จะเข้าได้รึเปล่าก่อนดีกว่าเหอะ เพราะสิ่งที่เราชอบมันเป็นวิชาของสายวิทย์ ในขณะที่เราเองจบมาจากสายภาษาในรุ่นที่ไม่มีเรียนเลขแม้แต่ตัวเดียว และภาษา (อย่างที่บอก) ที่กว่าจะท่อง กว่าจะจำได้แต่ละตัวทำเอาเหนื่อยใจ ไม่งั้นคงเก่งไปแล้ว

ส่วนของสายที่เรียนมา ด้วยความหมั่นไส้ที่โดนคนที่ไม่ได้จบสายนี้มาแย่งงานกันประจำ โดยเฉพาะพวกดาราทั้งหลายที่อาศัยว่าตัวเองทำอาชีพที่ได้เงินเยอะ และความมีชื่อเสียงมาเรียกลูกค้าไปหมด เลยไม่มีกำลังใจจะศึกษาด้านที่ตัวเองเรียนมาอย่างจริงจังเท่าไหร่นัก แล้วมันดันมีคนทำออกมาเกลื่อนตลาดจนไม่รู้ว่าตำราไหนเชื่อถือได้ ไม่ได้ แล้วอะไรที่เป็นออริจินัล อะไรคืออันที่ขัดกับทฤษฎีเก่าบ้าง จะมานั่งอ่านหมดมันก็ไม่ใช่เรื่องหรอกนะ เราเองก็ดันอ่านหนังสือก็ช้าอีก เลยหันเปลี่ยนทิศมาทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยสนใจกันนัก แต่ดูท่าจะเริ่มมีคนสนใจเยอะขึ้นแล้วล่ะ แล้วเราจะโดนแย่งอีกมั้ยล่ะเนี่ย...

PS: from mystery88.exteen.com on 12 Sep 2009 & 27 Jun 2010 [Deleted Already]

สมการการจับคู่

ไม่ได้บวกเลขผิด และไม่มีอะไรจะอธิบาย ตัวย่อใช้แค่สองกลุ่มคือตัวอักษร F = Female และ M = Male กับกลุ่มตัวเลข คือคนที่ 1 กับคนที่ 2 แค่นั้นแหละ ที่เหลือไปตีความเอาเอง...

1 + 1 = 1

F1 + M1 >> F1 + M1

1 + 1 = 2

F1 + M1 >> F1, M1 (พวกกรูทะเลาะกันอยู่...)

2 + 2 = 3

F1 + M1, F2 + M2 (พวกมีของตัวเองแล้ว แต่ไม่พอใจ) // F1 + M1 + F2, M2 (พวกอยากได้ของคนอื่น หรือพวกโดนแย่งมาจะแย่งกลับ)

>> F1 + M1 & M2 // F2 + M1 & M2 // M1 + F1 & F2 // M2 + F1 & F2

>> M1 + F1 & M2 // M1 + F2 & M2 // M2 + F1 & M1 // M2 + F2 & M1

>> F1 + F2 & M1 // F1 + F2 & M2 // F2 + F1 & M1 // F2 + F1 & M2

2 + 2 = 2

F1 + M1, F2 + M2 (กรณี "ประนีประนอม" แล้ว...)

>> M1 + F2, M2 + F1 // M1 + M2, F1 + F2


PS: from mystery88.exteen.com on 12 Aug 2009 [Deleted Already]

Tuesday, January 04, 2011

ของใหม่ของคนตกยุค (ชั่วขณะ) รึเปล่า??


อยากเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆในปีนี้บ้าง... แต่ไม่รู้ว่าไอ้ที่อยากจะเห็นมันมีไปแล้วรึยัง

หมวด หนังสือ

๑. ช่องทางทำมาหากิน รวมเล่มชุดที่ ๗

เห็นเล่มนี้ ไอ้เราก็ดีใจ นึกว่าเออ จะสรุปเฉพาะบทความแนวทางทำธุรกิจ ที่ไหนได้... เอามาทั้งเล่มเลย เรียกว่าถ้าใครซื้อประจำอยู่แล้วไปซื้อฉบับรวมมาอีกนี่ เสียดายเงินเลยล่ะ จะว่าไปแล้วเค้าก็พูดถูกนะว่ารวมเล่ม - -“ ไม่ได้เขียนว่ารวมแนวทางหรือไอเดียธุรกิจ

ว่าแต่... มันไม่มีแนวทางทำธุรกิจที่ไม่ต้องผลิตสินค้า ไปหาสินค้า เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือหาลูกค้าให้บริษัทแม่บ้างมั้ยวะเนี่ย... เอาชัดๆคือช่องทางทำธุรกิจ(บริการ)แปลกๆ อย่างพวกไทยทิกเก็ต บริษัทออกาไนเซอร์งี้ บริษัทจัดหานายแบนางแบบ รับจัดหาคู่ทำนองนี้ แต่เสนอแนวทางลงทุนแบบที่ไม่ต้องลงทุนสูงน่ะมีมั้ย (คาดว่าที่ว่าเค้าไม่ทำ เพราะมันเป็นธุรกิจใช้ทุนสูง แต่มันก็น่าจะมีวิธีประยุกต์ให้เหมาะกับชาวบ้านได้นี่หว่า อย่างพวกต่างจังหวัด ทำไมจะทำอีเวนต์ในส่วนตำบลไม่ได้?? ไอ้ทุนสูงน่ะ เพราะในเมืองหรอกย่ะ กับอีกเหตุผลคือ เป้าหมายเค้าคือการเน้นโฆษณาขายตรง และการสร้างรายได้ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น... แต่ไอ้ธุรกิจแปลกๆที่ว่าเราก็อยากได้อยู่ ออกเป็นฉบับพิเศษก็ยังดี หรือมันจะไปอยู่ในพวกกรณีศึกษาเชิงวิชาการที่ชาวบ้านไม่อ่านกันวะเนี่ยยย ไม่รู้จะเขียนให้อ่านยากๆ ให้ชาวบ้านอ่านเป็นแนวทางไม่ได้ไปทำไม)

๒. หนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว และที่พักสำหรับครอบครัวมีสัตว์เลี้ยง

กำลังหาเวอร์ชั่นรวมแหล่งท่องเที่ยวและที่พักสำหรับครอบครัวที่มีสัตว์ เลี้ยง และรองรับได้ตั้งแต่ขนาดเล็กอย่างหนูแฮมส์เตอร์ถึงขนาดใหญ่อย่างลาบราดอร์ รึตัวประหลาดอยางอีน่ากัวทำนองนี้ (หวังว่าคงจะไม่มีใครคิดจะพางูจงอาง หรือจระเข้ไปเที่ยวนะ) และไม่รังเกียจหมาไทยแท้ดั้งเดิม (ที่ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์ที่สุด แต่ดันโดนให้เฝ้าบ้าน แล้วเอาม๋าฝรั่งไปเที่ยวแทน มันยู้ดดติทำแร้วหรือสำหรับน้องม๋าตัวน้อยๆผู้น่ารัก) หมาก็อยากเปิดหูเปิดตาเหมือนกันนาเฟ้ยยยย...

อ่อ อยากให้มีห้างที่พาสุนัขไปเดินเลือกซื้อของเองได้ โดยเฉพาะร้านหรือแผนกของเล่น เผื่อว่าหมา(บางตัว)อยากเลือกของเล่นเอง(มั้ง).... แล้วสะดวกเจ้าของด้วยเวลาที่จะซื้อเสื้อผ้าให้น้องม๋า อย่างน้อยก็ได้ลองเลยว่าใส่ได้มั้ยไม่ต้องซื้อมาแล้วขายต่อคนอื่น หรือวิ่งกลับเอาไปเปลี่ยน

ส่วนที่มาของเรื่องนี้คือ.... ไปจ่ายเงินค่าสอบภาษาอังกฤษ แล้วมีแม่พาลูกมาด้วย (น่าจะลูกชายนะ) ดูแล้ววุ่นวายน่ารักดี แกไม่งอแงนะ แต่ป้วนเปี้ยนเหมือนจะรำคาญว่าแม่ทำอะไรนานจัง เกี่ยวอะไรกับแม่ลูก ใช่ป่ะ??? เกี่ยว... ตรงที่น้องม๋าที่บ้านเราเลี้ยงจนมันคิดว่ามันเป็นคนแล้ว และมันก็เหมือนเด็กจริงๆ ชอบเถียง ชอบบ่น โวยวายเวลาไม่ได้ดังใจ (เคยเห็นม๋าไม่ได้ดังใจมั้ยล่ะ ไม่ต่างกับเด็ก-นิสัยไม่ดี-เลยล่ะ) บางทีก็อยากพาเค้าไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ใช่แค่บริเวณบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียงบ้าง ก็เท่านั้น (จริงๆ.. นะ.. จ๊ะ)

แต่งานนี้แต่ละที่คงต้องมีนโยบายป้องกันคนเอาสัตว์ไปก่อความวุ่นวาย และกันคนไปก่อความวุ่นวายซะเองด้วยการพาสัตว์ไปปล่อยอะไรแบบนี้ด้วย

หมวด วิถีชีวิต

รถไฟฟ้าขบวนใหม่

เพิ่งได้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนใหม่ เหมือนเป็นพวกตกยุคเลย ทั้งๆที่ใช้รถไฟฟ้าทุกวัน รึว่ามันวิ่งเฉพาะเส้นสีลม และวิ่งเฉพาะตอนกลางวันฟะ เอาเหอะ มันก็แปลกเป็นเรื่องธรรมดา แค่อาจจะไม่ธรรมดาเท่าการเปลี่ยนเมล์เขียวเป็นเมล์ส้มที่มีที่นั่งน้อยลงและ มีที่ให้โหน.. เอ่อ... ยืนมากกว่า แต่ยังขับได้เ...ย เหมือนเดิม

ส่วนที่ต่างไปจากรถไฟฟ้าขบวนเก่าคือ

๑. จอโฆษณา1 เล็กลง ไม่มีขึ้นหน้าจอว่าอยู่สถานีไหนแล้วเพราะไปขึ้นไฟที่ป้ายเหนือประตูแทน แต่มันก็ยังยัดเยียดให้ดูอยู่ดีล่ะวะ

๒. ป้ายสถานีที่มีสถานีต่อจากอ่อนนุชไปถึงแบริ่งที่ยังไม่เปิดให้บริการ และสถานีที่รู้สึกว่าจะยังผลิต เอิ่ม.. สร้างไม่เสร็จโผล่มาแล้วด้วย อันนี้ไม่รู้ว่าจะมีคนมองใน ๒ มุมรึเปล่านะ โดยเฉพาะคนที่ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น

๑. โง่รึเปล่า มีแค่สองสายยังไม่รู้อีกเหรอว่าตัวเองจะไปไหน

๒. ก็ดีเหมือนกัน น่าจะมีไฟบอกตั้งนานแล้ว

๓. ป้ายบอกสถานียังมีไฟบอกด้วยนะว่าประตูจะเปิดฝั่งไหน.... คนขึ้นบ่อยๆคงเฉยๆนะ แต่บางคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเค้าไม่รู้หรอก (จริงๆอย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลย ชาวเมืองที่ขึ้นรถเมล์เป็นกิจวัตรมาขึ้นรถไฟฟ้าบ้างยังมีสิทธ์งงเลย)

๔. หน้าต่างเล็กไปชนิดที่เรียกว่ากะจะเอามาขายพื้นที่โฆษณาเห็นๆ มันคงจะดีสำหรับพวกที่มีเงินมาลงโฆษณา แต่มันน่ารำคาญมากสำหรับคนโดยสาร ไม่ทราบว่าจะมีอีพวกที่มีเงินจ่ายค่าโฆษณามาลองนั่งรถไฟฟ้าเองมั่งมั้ยวะ เนี่ย จะได้รู้ว่ามันน่ารำคาญ... ว้อยยยยยย

๕. พื้นที่หลบมุมหัว-ท้ายขบวนมันน้อยลงพิลึกนะ แต่เพิ่มราวจับ ดี.. จะได้ไม่มีพวกสันหลังยวบยาบชอบยืนพิงไม่เผื่อที่ให้คนอื่นเกาะ และคนที่นั่งรถเข็นจะได้ไปไหนมาไหนเองได้บ้าง

๖. เสียงเตือนประตูปิด... มันรำคาญหูไปหน่อยมั้ย??? เหมือนคนเป่านกหวีดผสมกับแตรรถซาเล้งยังไงไม่รู้ เปลี่ยนเป็นแบบเก่าน่าจะดีกว่ามั้ยอ่า...

๗. หน้ารถ... ทีแรกก็ว่าทำไมคันนี้หน้ารถมันแปลกๆ พอเข้าไปถึงรู้ว่ามันคือคันใหม่ ไม่น่าล่ะ... แปลกยังไง หัวรถเดิมจะเป็นแบบเหลี่ยมๆ ทื่อๆ แต่อันนี้กระจกโค้งๆหน่อยๆ ไม่ทื่อเหมือนขบวนเก่า

๘. จิปาถะมากมาย แต่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเท่าไหร่ เช่น เสาจับเล็กลง ห่วงจับเปลี่ยนสี ป้ายโฆษณายังไม่มีเกะกะ ฯลฯ

1 ถ้าคำจำกัดความของทีวีคือสื่อที่มีทั้งโฆษณา สารคดี ละคร และข่าว ก็เรียกมันว่าทีวีไม่ได้เพราะอีมีแต่โฆษณาลูกเดียวตั้งแต่ต้นสายยันปลายสาย จนกว่าอีจะเข้าอู่ (ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วจะยังฉายต่อมั้ยตะหาก ประมาณว่าอย่างน้อยคนโดยสารไม่เห็น พนักงานก็ต้องเห็นมั่งล่ะวะ) กับอีกกรณีที่มันจะไม่ฉายคือ มันขัดข้อง...


Thursday, December 30, 2010

จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่

มีประโยชน์มาก และช่วยกันส่งต่อด้วยนะ ขับรถให้ปลอดภัย

กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถยางระเบิดในขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัวและจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ

ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิดคือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้า หรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมา และในทำนอง ตรงกันข้ามหากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม

อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆ จึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้
เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว (ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)



กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหินตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึงพื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ ควรตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำ ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดันในรถและนอกรถให้เท่ากัน มิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบาน ประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้

ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่ายไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออกจากรถหากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ในยามคับขัน

อยากให้ทุกคนส่งต่อไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักให้มากๆเลยนะ เป็นการช่วยเหลือกันหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นมา การมีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมยานยนต์ และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอน ถ้าจะให้ดี print เก็บไว้ในรถของทุกคนเลยก็ดีนะจะได้เอาไว้อ่านทบทวนกันได้ ขอให้ทุกคน ขับรถอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ

Monday, December 13, 2010

ภัยจากมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ Phone scams

>>> เมล์ฉบับนี้ Forward มาจากผู้เสียหายรายหนึ่ง <<<
มีพนักงานโทรหาผู้เสียหายรายหนึ่ง อ้างว่าเป็นพนักงานบริษััทโทรศัพท์แห่งหนึ่ง ให้ผู้เสียหายทำการปิดโทรศัพท์มือถือประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำการ update ข้อมูล ผู้เสียหายไม่ทันรอบคอบและสอบถามให้แน่ชัด จึงได้ทำการปิดโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเป็นเวลาเกือบ 45 นาที ผู้เสียหายนึกแปลกใจว่าพนักงานคนดังกล่าว ไม่ได้แจ้งชื่อและรายละเอียดใดๆที่ชัดเจน จึงตัดสินใจเปิดเครื่อง เขาพบว่ามีคนในครอบครัวและคนอื่นๆโทรหาเขาหลายสาย เขาจึงรีบโทรหาพ่อกับแม่ และเขาก็ต้องตกใจที่พ่อแม่ถามเขาว่าปลอดภัยดีหรือไม่ พ่อแม่ของผู้เสียหายเล่าว่ามีคนโทรศัพท์มาหา และต้องการให้พวกเขาโอนเงินเพื่อช่วยลูกเขาที่กำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเขาได้ยินเสียงผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ และพ่อแม่ของผู้เสียหายรายนี้กำลังรอโทรศัพท์ เพื่อที่จะโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพรายนี้ แต่ผู้เสียหายได้โทรหาพ่อกับแม่ได้ทันเวลา

อย่างไรก็ตามผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว และอยากให้เพื่อนๆทุกคนให้สอบถามรายละเอียดให้รอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร รวมทั้งระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ เพราะหากพลาดพลั้งหลงกลไปแล้ว ก็ยากที่จะได้เงินส่วนนั้นกลับคืนมา

โปรดช่วยกัน Forward mail นี้เพื่อเตือนเพื่อนๆที่รักของเรา เพราะไม่แน่วันข้างหน้าเราอาจจะประสบเรื่องแบบนี้ กับเพื่อนๆหรือตัวเราก็เป็นได้...

Tuesday, November 23, 2010

หากเจอลิฟต์ร่วงต้องทำอย่างไร

ขอให้อ่านและจำไว้ สิ่งที่จะต้องทำเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์
เราไม่รู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเราหรือผู้คนรอบข้าง ขอให้อ่านและหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยพวกเราได้เมื่อเกิดอะไรขึ้น สำหรับพวกเรา เพื่อน และบุคคลที่เรารัก
วันหนึ่ง ขณะที่อยู่ในลิฟต์ มันก็หยุดกระทันหันและร่วงลงจากชั้น 13 ด้วยความเร็วสูง โชคดีที่ผมจำได้จากทีวีที่สอนว่า คุณจะต้องกดทุกปุ่มสำหรับทุกชั้นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด ลิฟต์หยุดที่ชั้น 5 ขณะที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย การตัดสินใจหรือการกระทำอะไรจะตัดสินความอยู่รอดของคุณ ถ้าคุณอยู่ในสถานะลิฟต์ตก สิ่งแรกในใจมักจะเป็น รอความตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความล่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์

สิ่งแรก – ให้กดปุ่มให้ลิฟต์จอดทุกชั้นอย่างเร็วที่สุด
สอง – จับที่จับให้แน่น หากว่ามี
สาม – พิงหลังและศีรษะเข้ากับผนังให้เป็นเส้นตรง
สี่ – งอเข่า เหตุผลก็คือ เมื่อลิฟต์ตก คุณจะไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะกระแทกกับพื้น และอาจ จะส่งผลให้กระดูกทั่วร่างแตกละเอียด

จุดแรก - เมื่อไฟฟ้าสำรองทำงาน มันจะหยุดลิฟต์จากการร่วงลงมา
จุดที่สอง - มันจะช่วยรองรับตำแหน่งและป้องกันคุณจากการหล่นและการบาดเจ็บถ้าคุณเสียสมดุล
จุดที่สาม - การพิงผนังจะทำให้มันช่วยป้องกันหลังและกระดูกคุณ
จุดที่สี่ - เส้นเอ็นจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น มันสามารถยืดกระดูกเข้าด้วยกันเป็นกิจกรรมต่างๆ แต่จะ จำกัดบางสิ่งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ดังนั้น ผลกระทบจากกระดูกแตกจะลดลงจากการกระแทกของการร่วงหล่น


When You are trapped in a lift…
MUST read and remember!!!! What to do when you are trapped in a lift?!!
We never know when and where accidents will happen to us OR people around us. Read on and hope this piece of information may help any of us when things do happen! For ourselves, our friends and our loved ones.
One day, while in a lift, it suddenly breakdown and it was falling from level 13 in a fast speed. Fortunately, I remembered watching a TV program that has taught that you must quickly press all the buttons for all the levels. Finally, the lift stopped at the 5 level. While you are facing life and death situations, whatever decisions or actions you make decides your survival.
If you are caught in a lift breakdown, first thought in mind may be 'waiting to die'.... But after reading the below, things will definitely be different the next time you are caught in a lift.

First - Quickly press all the different levels of buttons in the lift.
Second - Hold on tight to the handle (if there is any).
Third - Lean your back and head against the wall forming a straight line.
Fourth - Bend your knees. Reason - When the lift falls, you will not know when it will hit the ground, and it may result in whole body bone fracture.

Point 1 - When the emergency electricity supply is being activated it will stop the lift from falling further.
Point 2 - It is to support your position and prevent you from falling or getting hurt when you lost your balance.
Point 3 - Leaning against the wall is to use it as a support for your back/spine as protection.
Point 4 - Ligament is a flexible, connective tissue. It can be attached to the bone part of the activities, but limit the scope of their activities in order to
avoid injury. Thus, the impact of fractured bones will be minimized from the severe pressure during fall.

Thursday, November 11, 2010

10 อันดับ อาหารอันตราย ที่หลายๆคนชอบกิน (10 unsafe foods)

1.แฮมเบอเกอร์
แฮมเบอร์เกอร์ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก หูและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าเบอร์เกอร์ทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef)แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส (MSG=M on osodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลก เพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อ

2.ฮอทด็อก
ฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจาก ไก่ งวงแท้ 100%

3.เฟรนช์ฟราย
เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

4.โอริโอ้ คุกกี้
ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเ่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

5.พิซซ่า
พิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด
- เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น
- แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่
- ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน
- แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม
- มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

6.น้ำอัดลม
สารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้

7.ชิ้น ไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก
ทำมาจากชิ้นส่วนของ ไก่ ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส (MSG=M on osodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะ

8.ไอศครีม
มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเ่ยวย่น

9.โดนัท
โดยเฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

10.โปเต โต ้ชิพ อาหารขบเคี้ยวว ว
การทอดโปเต โต ้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

Monday, November 01, 2010

ไฟฟ้าช๊อตตาย ช่วยได้.....

>>> FWD MAIL 2010 <<<
ก่อนอื่นผมขอออกตัวนะครับทุกท่าน ว่าไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้เลิศเลอ มากมาย เพียงแต่อยากจะนำความรู้ที่พอมี และประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างในฐานะที่เราอยู่ใต้ร่มโพธิ์ อาศัยพระบารมีของพระองค์ท่าน ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาตลอด มีคุณอนันต์ แต่มีโทษมหันต์ครับ ผมไปเรียนซ่อม วิทยุโทรทั ศน์ เครื่องขยายเสียงและ..ฯ กับคุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ คนขอนแก่น ท่านเป็นช่างยุคแรก ๆ ของเมืองไทย เคยอยู่โรงเรียนแสงทองวิทยุโทรทัศน์ ,อิเล็กทรอนิคส์กรุงเทพ-รังสิต สุดท้ายกลับบ้านสร้างโรงเรียนสอนซ่อมโทรทัศน์ที่ อ.ชุมแพ ขอนแก่นโน่น

ท่านแนะนำเกี่ยวกับคนที่โดนไฟฟ้าช็อตตาย ตายนะครับ อย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง และอย่าเพิ่งรีบส่งโรงพยาบาล ให้หาทางคลายประจุไฟฟ้าในตัวคนตายก่อน โดยหาแผ่นเหล็กหรือสังกะสีมา วางคนที่โดนไฟฟ้าช็อตบนนั้น แล้วเทน้ำราด(อย่าให้น้ำเข้าจมูกนะครับ กระแสไฟที่อยู่ในตัวจะถูกคลายประจุลงดินครั บ..เขาจะค่อย ๆ รู้สึกตัว หรือร้องลั่น ก็แล้วแต่ ฟื้นแล้วค่อยส่งโรงพยาบาล ผมเคยเจอมากับตัวเองครับ ฟื้นครับ สิบราย ฟื้นทั้งสิบครับ สมัยก่อน นะครับ คนที่ถูกฟ้าลงข้างๆ ตัว (ไม่ถึง กะตัวไหม้เกรียมนะครับ) เขาใช้ น้ำเหล้าขาวที่ดื่มกันมาเป่า ก็ ยังฟื้นได้นับประสาอะไรกับน้ำเป็นครุถัง

แต่ถ้านำไปโรงพยาบาลทันที โดนปั๊มหัวใจทันที ตับแตกตายแน่นอนครับท่าน สาเหตุเพราะว่ากระแสไฟฟ้าชาร์ทประจุอยู่เต็มตัว ฉะนั้นจึงให้คลายประจุก่อน จึงค่อยส่งโรงพยาบาลและขอแนะนำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดให้ทำการต่อสายดินเอาที่เส้นโต ๆ หน่อยหาเหล็กแท่งมาตอกลงดินเทน้ำให้ชื้น ๆ คนใช้ ก็ จะปลอดภัยครับส่วนสาเหตุที่ เมื่อต่อสายดินแล้วทำไมไฟฟ้าไม่ช็อตนั้นตามหลักการแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านตัวนำที่เป็นสื่อทุกชนิด มากน้อยแล้วแต่ความต้านทานของสื่อไฟฟ้าครับ ความต้านทานน้อย กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านมาก ความต้านทานมากกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านได้น้อย ขอให้ท่านสังเกตุดูนะครับว ่าเสาไฟฟ้าแรงต่ำจะมีสายต่อลงดินเป็นระยะ ๆ ไป นั่นก็เป็นการป้องกันในระดับหนึ่งครับ

เรื่องของสายล่อฟ้าก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ไม่ให้ฟ้าลงนะครับ แต่เป็นการล่อให้มันลงมา ลงมาทีละน้อย ๆ ไง. มันจึงไม่ผ่าเพราะประจุไฟฟ้าไม่มากพอ ถ้าท่านไม่เชื่อ ในขณะครื้มฟ้าครื้มฝนลองไปยืนใกล้ ๆสายล่อฟ้าดูนะครับ จะมีกระแสไฟฟ้าทำให้เราขนลุกได้แต่ไม่มีอันตราย

......ขอจบตรงนี้นะครับ ความดี นี้ขอมอบแด่คุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ครับ...

Wednesday, October 06, 2010

หนี้กับพนักงานราชการไทย

"เผยปี 53 ข้าราชการไทยมีหนี้เฉลี่ยครัวละกว่า 870,000 บาทสูงกว่าปี 2549 // สถิติฯเผยข้าราชการแบกหนี้8แสน/ครอบครัว"

แต่อยากรู้ว่ามีการสำรวจมั้ยว่าเป็นเพราะอะไรถึงติดหนี้??? มีแต่สำรวจว่าอยากได้สวัสดิการอะไร แต่ไม่มีการสำรวจต้นเหตุของการติดหนี้ก่อน
1. รายได้น้อย
เราเองก็คนนึงที่อยู่ในสายกึ่งราชการ กล้าพูดเลยว่าไม่พอกิน ถ้าไม่เอาเวลาว่างที่เลิกงานเร็วกว่าเอกชนประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงในการสร้างรายได้ (ซึ่งแค่รอรถเมลล์ที่ไม่เคยมาเป็นเวลาก็ได้กลับบ้านตอนรถติดแหง็กอยู่ ดี) หรือเอาช่วงที่งานไม่ค่อยเยอะนักไปติดต่องานในฐานะฟรีแลนซ์ข้างนอก ส่วนสายการศึกษา... อยู่ที่ระบบมาหวิทยาลัยว่าจะแบ่งเงินวิจัยที่หารเฉลี่ยมาแล้วได้เดือนละไม่ กี่พัน (ที่รวมกับเงินเดือนปกติแล้วไปทำเอกชนก็ยังได้เยอะกว่า) ไปอีกมั้ย
2. มีองค์กรสนับสนุนการติดหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยเวลาฝากที่สูงกว่าธนาคาร และดอกเบี้ยกู้ต่ำๆมาล่อใจ
อันนี้มี แต่ไม่ขอพูดถึงเพราะเราไม่ได้สมัครกับเค้าหรอก สมัครให้หาเรื่องกู้แล้วติดหนี้ทำไม แล้วมันเป็นเหมือนองค์กรเฉพาะของราชการแต่ละส่วนด้วย เกิดเปลี่ยนไปอยู่ส่วนอื่น หรือเปลี่ยนไปทำงานเอกชนแทนล่ะ??
3. ค่าครองชีพ
เมืองไทยไม่ค่อยมีใครอยากเช่าคนอื่นอยู่เท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็น แต่ก็ดันได้งานไกลบ้านกันเป็นประจำ ค่าครองชีพส่วนใหญ่เลยไปหนักที่ค่าเดินทาง พอมีการเดินทางก็เสียเวลาในการเดินทางตาม ทั้งรถติด ทั้งแวะซื้อขาง แวะทานอาหาร และอื่นๆตามแต่มันจะมายั่วใจ เวลาพักผ่อนจริงๆก็น้อยลง (ต่อให้เลิกงานเร็วก็ใช่วาจะถึงบ้านเร็วตาม) จะกินจะใช้อะไรก็เป็นเงินเป็นทางไปหมด อาบน้ำ บางคนต้องใช้โทรศัพท์ ใช้คอมทำงานต่อบ้างล่ะ หรือบางทีการติดต่อกับคนอื่นอย่างบล็อกประเภท Social Network ที่ถ้าขืนติดต่อในเวลางานได้โดนไล่ออกอีกล่ะ มันก็ต้องไปใช้สาธรณูปโภคส่วนตัว และแน่นอนว่ามันก็กลายเป็นค่าใช้จ่าย
4. การดำเนินชีวิต
อดไม่ได้ที่ใครต่อใครอยากสะดวกสบาย ดูเหมือนมีชีวิตโก้หรู แถมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสิ่งที่เป็นปัจจัยภายนอกก็ดันราคาสูงตามด้วยเนี่ยสิ อันนี้มันสอนกันให้รู้จักพอยาก

PS: from mystery88.exteen.com on 6 Oct 2010 [Deleted Already] รู้สึกว่าฟังข่าวตอนเช้าแล้วมาเปิดดูในเน็ต ที่เอามานี่ ก็มาจาก ข่าวในเอ็มเอสเอ็นประเทศไทย วันเดียวกันกับที่โพสนะ

Sunday, August 15, 2010

ข้อคิดจากทริปเวียดนาม...

ไป trip เวียดนามมา ถ้าได้ไปเที่ยวมาเร็วกว่านี่ก่อนที่จะหางานหว่านแหมั่วซั่ว อาจจะตกปากรับคำไปประจำที่สาขาเวียดนามแล้วล่ะ (และถ้ามันเปิดและมีอยู่จริงๆไม่ใช่ลมปากของคนที่บอกว่าตัวเองมีเส้นสาย แต่สุดท้ายช่วยอะไรไม่ได้)

ถ้ามีโอกาสที่ดีกว่ากับเงินเดือนที่มากกว่าก็ไม่แน่ว่าเลือกที่จะไป เพราะหลายครั้งที่รู้สึกว่าไม่แฟร์กับการทำงานที่ได้เงินเท่ากันแต่การทำงาน ไม่เท่ากัน อย่างน้อย เอาช่วงเวลาทำงานสั้นๆเก็บเงินที่ได้มากกว่านี้ประมาณ 2 เท่ามาก่อนดีกว่ามั้ย อีกเรื่องที่รู้สึกไม่อยากทำคือสอนอะไรที่มันต้องมีในหลักสูตรแต่เราไม่ได้ รู้เท่าที่เราคิดว่าควรจะรู้และเอามาสอนต่อได้ พูดง่ายๆคือข้อมูลไม่ได้อัพเดทตามเท่าที่ควรไง จะบอกว่าไม่มีเวลาก็ไม่อยากจะพูด เพราะเราเป็นพวกทำงานช้า ทำเรื่อยๆ แถมต้องใช้เวลาพักผ่อนต่อวันค่อนข้างเยอะ ไม่งั้นจะแฮ้งข้ามวันทำเสียเวลาหนักกว่าเดิม อิจฉาพวกที่นอนไม่หลับมากๆอะ

ก่อนหน้านี้ที่จะเดินทาง ไปอ่านหนังสือเล่มนึงที่เค้าไปเที่ยวมา ชอบที่เค้าเขียนเพราะเค้าไม่ใช่แค่ว่าไปไหนบ้าง ทำอะไร แต่เค้าเขียนแนวคิดของคนเวียดนามด้วย สิ่งที่ทำให้เค้าพัฒนาเพราะเค้าเลือกพัฒนาคนและการศึกษา แต่ไม่ชอบภาพตลาดที่ทำกับหมูกับเป็ดอย่างกับว่าไม่มีชีวิต เค้าเกิดมาให้เรากินก็จริงแต่ไม่ทำให้ชีวิตที่เหลือของเค้าอึดอัดได้มั้ยล่ะ ไม่ชอบแค่นั้นแหละเลยไม่ซื้อมา

ไกด์ก็พูดด้วยว่าเคยมีนักลงทุนพยายามจะมาสร้างรถไฟหัวจรวดให้ แต่เวียดนามไม่เอา เพราะเึ้ค้าบอกแบบนี้ก็อยู่กันได้ แล้วไม่รู้จะรีบไปไหน เมืองก็มีแค่นี้ และเค้าเน้นที่ให้คนท้องถิ่นมีงานก่อน เพราะฉะนั้นต่างชาิติมาลงทุนยากกก แต่คงมีพวกหัวหมอไม่น้อยแหละนะที่ลงทุนได้ 555

ใครว่าเมืองที่อุณหภูิมิพอเหมาะอย่างยุโรปเค้าุถึงจะขยัน... คนเวียดนามก็ขยันไม่น้อยเหมือนกันทั้งที่อากาศโคตรร้อนเลย อีกประเทศที่แอบอยากไปคือพม่ากับลาวบอกได้เล่ยว่าไปตอนนี้ซะ แล้วอีกสิบปีไปใหม่นะ จะเห็นเลยว่าประเทศไทยไม่เคยพัฒนา... (ถูกทางซะที ก็คง... จนกว่าจะเลิกกินบ้านกินเมืองกันได้นั่นแหละ)


PS: from mystery88.exteen.com on 15 Aug 2010 [Deleted Already]

Thursday, April 22, 2010

วิธีจับผิด taxi โกงมิเตอร์

ถ้าเจอคันที่โกงมิเตอร์ สามารถร้องเรียนได้ที่ สวพ 91 (โทร 1644) ให้จำเลขทะเบียนรถ กับชื่อคนขับเวลาแจ้ง

----------------------------------------------

TAXI ปกติเมื่อกำลังวิ่งให้สังเกตุตรงด้านหลังตัวเลขมุมขวาล่างจะมีจุดเล็กๆกระพริบอยู่เสมอ

แต่!!! ไอ้จุดนี่จะกระพริบก็ต่อเมื่อ TAXI กำลังวิ่งเท่านั้นเมื่อไหร่ที่รถหยุดวิ่ง จุดนี้จะหายไป เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น จะไม่มีจุดกระพริบอีกต่อไป.. มันจะไปกระพริบที่เวลาแทนและจุดที่ช่องราคาจะเริ่มกระพริบใหม่เมื่อรถออกวิ่งต่อ แต่ถ้า TAXI คันไหนจอดแล้วจุดยังกระพริบอยู่ล่ะก็แสดงว่ารถคันนั้นได้ทำการปรับแปลงมิเตอร์ให้โกงระยะทางอยู่ตลอดเวลาทำให้ค่าโดยสารมันแพงขึ้นกว่าปกติ

Saturday, April 17, 2010

.................................. [1]

รู้งานมากไปเพราะพยายามทำงานเอง = ฉลาดน้อย

เสียสละช่วยงานคนอื่น = โดนเอาเปรียบ

เป็นคนดี เป็นคนว่าง่าย = ไอ้โง่


ทำไมถึงเขียนแบบนี้ ก็หลังๆเริ่มรู้สึกว่า อะไรก้อ "กู" นะ
ทำงานได้แทบทุกอย่าง แล้วความก้าวหน้าหายไปไหน???
ถ้ามันไม่ก้าวหน้าในเร็ววันนี้ ควรจะทนดักดานต่อไปเหรอ???
3 ปีไม่ได้ตำแหน่งหลักๆในคณะ คงต้องหาที่ไปบ้างแล้วล่ะ

อาจจะไม่เหมาะที่จะสอนคนในสิ่งที่ตัวเองได้พรสวรรค์มา
ถ้ามันมาจากความพยายามล้วนๆอย่างเสก็ต ชัวร์กว่าเยอะ
แต่บ่อยๆที่รู้สึกว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พยายาม กลายเป็นว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์...
จะมีอะไรที่ทำเพราะความชอบ แล้วช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นในมุมมองของคนอื่นมั่งมั้ยเนี่ย

ที่แน่ๆ ทำดีไม่ได้ดีแบบนี้คนทำดีก็ท้อเป็นนะ

Monday, April 05, 2010

Enjoy งานหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 38 และ งานหนังสือนานาชาติครั้งที่ 8

งานหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 38 และ งานหนังสือนานาชาติครั้งที่ 8 ศูนย์สิริกิตติ์ได้หนังสือมาหลายเล่มเลย แต่หนังสือต่างประเทศ อยากได้นะแต่คิดแล้วคิดอีก

มีเล่มนึงที่อยากได้ แต่พอไปยืนสแกนอยู่หน้าบูธกลับคิดว่า แล้วจะซื้อมาฝึกทำให้ตัวเองมีงานเข้าทำไม ขนาดไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้นยังมีแต่งานเข้า แล้วก็ไม่เห็นจะมีใครเห็นความสำคัญมั่งเลย อยากก้าวหน้าแต่ไม่รู้จะโดนขวางทางไปไหน เอาคนที่ไม่ค่อยทำงานขึ้นตำแหน่งแทนซะงั้น (คิดว่าตำแหน่งขึ้นแล้วเค้าจะทำงานมากขึ้นมั้ยล่ะ) เลยเป็ฯอันว่าถ้าอยากรู้อะไร เดี่ยวนี้อินเตอร์เน็ตมีหมดแล้ว ไปหาเอาก็ได้ ถ้าไม่รีบก็ทิ้งคำถามไว้ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยตอบ ช่วยให้ข้อมูลเองแหละ

ปกติไปงานหนังสือจะได้หนังสือสาระ แต่งานนี้ หนังสือไร้สาระเพียบ 555 (ได้หนังสือไทยซะเยอะ เลยหมดเงินน้อยกว่าปีที่ไปไล่กวาดหนังสือต่างประเทศมาดองในตู้) ที่แน่ๆ หนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือคราวที่แล้วยังดองในถุงตั้งหลายเล่มอยู่เลย เหอๆ คงต้งมานั่งทำลายสถิติที่เคยอ่านหนังสือเร็วที่สุดไว้ก็คราวนี้ มันเยอะเกินนน 555

สี่งที่ขาดไม่ได้กับการไปงานหนังสือ...

  • ไปเอาแผนผังงานมาเก็บเป็นที่ระลึก ซึ่งแบบที่มันมีสีสวยๆงามๆเนี่ย มันจะออกมาวันท้ายๆก่อนจบงาน
  • สมุดเปล่าที่ต้องได้มาอย่างน้อย 2 เล่มต่อ 1 งานที่ไป
  • เงินที่รวมๆหลังจบงานแล้วจ่ายไปไม่ต่ำกว่า 3 พัน แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลยก็มี
  • ที่คั่นหนังสือที่หาทางกำจัดไม่ได้ซะที คนให้ก็ใส่ให้จังเลย คนรับก็โคตรอยากได้เลย จะทำมาทำไมให้เปลืองงบก็ไม่รู้ อยากโฆษณา น่าจะลงเป็นแคตตาล็อกเลยน่าจะดูดี+น่าเก็บกว่ามั้ย
  • สินค้าทำจากกระดาษ ไร้สาระอย่างน้อย 1 อย่าง ^^ แต่บ่อยๆที่มันมีประโยชน์กว่าหนังสือที่ซื้อมาด้วยซ้ำ

PS: from
mystery88.exteen.com on 5 Apr 2010 & 27 Jun 2010 [Deleted Already]

Friday, January 22, 2010

พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี‏

ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
" กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก"
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส" จิตประภัสสร" ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
" แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
" แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า" เจ้ากรรมนายเวร" ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น" ไฟสุมขอน" ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี" แผ่เมตตา" หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ" ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ" อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน"
" อยู่กับปัจจุบันให้เป็น" ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี" สติ" กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
" ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วย น้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วย เชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ" ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์ เราต้องถามตัวเองว่า" เกิดมาทำไม" " คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน" ตามหา" แก่น" ของชีวิตให้เจอ
คำว่า"พอดี" คือถ้า"พอ" แล้วจะ"ดี" รู้จัก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข


ท่านที่ได้รับโปรดส่งต่อไปให้แก่คนที่ท่านรักแลปรารถนาดี เป็นบุญเป็นกุศลยิ่งนัก
สัพพะทานัง ธัมมะธานัง ชินาติ
' การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง'
จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และ ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการ

Sunday, January 10, 2010

19 วิธีฟื้นฟูสภาพตา

1. ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลง อย่าให้ลมเย็นพ่นเข่าตาโดยตรง เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้

2. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ และหาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณก็จะได้รับสารอาหารแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว

3. อย่ามองข้ามมันเทศ ของดีราคาย่อมเยาที่พ่อค้าเขาเดินขาย วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด

4. เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วยป้องกันต้อหินให้คุณ

5. อย่าขี้เกียจเดิน เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา ทำให้สายตาเป็นปกติ

6. กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3 ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา

7. ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด อาหารพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย

8. ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ เพื่อป้องกันทั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา

9. ตรวจวัดความดันโลติตเป็นประจำทุกเดือน ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควรมองข้ามการวัดความดัน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที

10. สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะสู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด

11. อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางค์ทุกคืน เพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะเหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวง ตาจนเกิดการติดเชื้อ

12. กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวมของสารลูเทอินและซีอาแซนธินที่ช่วยลดความเสี่ยงโรค ต้อกระจกและยิ่งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย (คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)

13. ผักบีตสดๆเป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาของตัวเองได้ ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือดในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตาคุณสวยและใส

14. เลิกทานอาหารที่เค็มจัด เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด

15. หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆ เพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่

16. น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลลา หรือเปปเปอร์มินต์ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดีขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง

17. อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป แม้การอ่านหนังสือก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆทุกๆ 30 นาที เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร

18.กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท

19. เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน ทุกครั้งที่มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคไปโดยปริยาย

กินอาหารให้เป็นยา

สรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือชื่อ 'ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ' เช่น

1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง
โดย เฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้ ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้ พืช ผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้าง ความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้ เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผล ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี

15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี 'โมโรอันแซตเทอเรต'

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จ ะรู้ได้ มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาว ะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และ เห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและ เป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือ ทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผล เรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลา นาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการเสียงแหบพร่าไปทันที

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร

12. มะเร็งทรวงอก - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมากๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาว ะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมี เลือดออกปนมากับอุจจาระ ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้ กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมี อัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา

เลือกของใส่บาตรตามวันเกิด

วันอาทิตย์
อาหารคาว: ประเภทไข่ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ลูกเขย ต้ม แกงกะทิ
อาหารหวาน: ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ
ของถวายพระ: หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู
ไหว้พระ: ปางถวายเนตร (พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ 6 (สวดแบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ)
ทำทาน: เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด คนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาลโรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ
พฤติกรรม: ออกรับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น


วันจันทร์
อาหาร คาว: ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่นไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอด ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด
อาหารหวาน: น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มันลางสาด ขนมเปี๊ยะ
ของถวายพระ: แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใสๆ
ไหว้พระ: ปางห้ามญาติ (พระประจำวันเกิด) กำลังวัน เท่ากับ 15 (สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา)
ทำทาน: มูลนิธิช่วยเหลือสตรี
พฤติกรรม: ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรีเช่นลุก ให้สตรีนั่งบนรถเมล์บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง


วันอังคาร
อาหาร คาว: อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด อาหารหวาน: ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม
ของถวายพระ: เหล็ก เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ
ไหว้พระ: ปางไสยาสน์ (พระนอน) มีกำลังเท่ากับ 8 (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง)
ทำทาน: คนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก
พฤติกรรม: ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น


วันพุธ (กลางวัน)
อาหาร คาว: เน้นสีเขียว-หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมู คะน้าน้ำมันหอย อาหารหวาน: ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวยฝรั่ง ชามะนาว
ของถวายพระ: สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา
ไหว้พระ: ปางอุ้มบาตร (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 17 (สวดแบบย่อ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท )
ทำทาน: คนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก
พฤติกรรม: อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง


วันพุธ (กลางคืน)
อาหารคาว: ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก
อาหารหวาน: ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน
ของถวายพระ: พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม
ไหว้พระ: ปางป่าเลไลย์ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 12 (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ )
ทำทาน: มูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด
พฤติกรรม: เลิก บุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด

วันพฤหัสบดี
อาหารคาว: ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า
อาหารหวาน: แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้
ของถวายพระ: สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา
ไหว้พระ: ปางสมาธิ (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 19 (สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ)
ทำทาน: โรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว
พฤติกรรม: นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล 5 อย่าซื่อจนเกินไป


วันศุกร์
อาหาร คาว: ประเภทของหอม หวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม อาหารหวาน: ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก
ของถวายพระ: นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม
ไหว้พระ: ปางรำพึง (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 21 (สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา)
ทำทาน: เด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้า อาหารที่หอมหวานชวนกิน เช่น ไอศกรีม
พฤติกรรม: ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย


วันเสาร์
อาหารคาว: ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว
อาหารหวาน: ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง
ของถวายพระ: ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด
ไหว้พระ: ปางนาคปรก (พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ 10 (สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ)
ทำทาน: โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท
พฤติกรรม: กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม