Sunday, January 10, 2010
ตำราจีนรักษาโรคไตแทนการฟอกไต
ผลการโหวต Top Web 2009
Audio & Music
- Amazon MP3
- Grooveshark
- iTunes
- Jamendo
- JamLegend
- Lala
- Last.fm
- Nexus Radio
- Pandora
- Project Playlist
- Diigo
- Firefox
- Flock
- Google Chrome
- iGoogle
- Internet Explorer 8
- Maxthon
- Opera
- Safari
- XMarks
- Amazon
- Craigslist
- Elance
- Etsy
- Eventbrite
- PayPal
- Woot
- Zillow
- ZipRealty
- ZocDoc
- Digsby
- Dimdim
- Gmail
- Pidgin
- Postbox
- RingCentral
- Skype
- Windows Live Hotmail
- Windows Live Messenger
- Yahoo Messenger
- Adobe Air
- BitTorrent
- Carbonite
- DropBox
- Dropio
- Facebook Connect
- Mozy
- OpenID
- Windows Live SkyDrive
- YouSendIt
- FlightStats
- Goog411
- Google Earth
- Google Maps
- Live Search Maps
- OpenTable
- PolicyMap
- Topix
- TripIt
- Yelp
- Amazon Video on Demand
- Flickr
- Hulu
- Justin.tv
- Photobucket
- Picasa Web Albums
- Picnik
- Ustream
- Vimeo
- YouTube
- FreshBooks
- Google Calendar
- Google Docs
- Intuit QuickBase
- LogMeIn
- Microsoft Office Live Small Business
- Microsoft Office Live Workspace
- Mint
- Remember the Milk
- Zoho
Search & Reference
- About.com
- Answers.com
- Ask.com
- eHow
- Live Search
- Scour
- WikiHow
- Wikipedia
- Yahoo
- Bebo
- Drupal
- Gaia Online
- Hi5
- Meebo
- MySpace
- StarDoll
- Wordpress.com (with Wordpress platform)
- Amazon Web Services
- Aviary
- Cuil
- Evernote
- Farecast
- GoodGuide
- Google Voice Mobile Me
- OAuth
- Presently
- Twitter Search
- Windows Live Sync
แอบ กดเข้าไปดูอยู่หลายเว็บในประเภทของ Social Network (Social & Publishing) เว็บนึงที่น่าจะกลายเป็นอะไรที่นิยมและอาจจะได้รับการแพร่หลายได้เร็วกว่า เว็บประเภทเดียวกันในระยะเวลาอีกไม่นานนี้น่าจะเป็นเว็บในรูปแบบเหมือนกับ Gaia Online ที่มาในแนวของเว็บบอร์ดโดยมีตัวการ์ตูน และเกมส์ออนไลน์ กดเข้าไปอ่านต่อได้จากบทความของ cnet.com (ภาษาอังกฤษ)
เว็บน่าสนใจสำหรับชาวกราฟฟิก
ลงไว้ในบล็อกที่ปิดไป เมื่อวันที่ 5/19/09
e-Paper VS. Thai Chanuan Board
However, there are some differences of this Thai stuff and electronic products. First, Chanuan board can't record anything while electronic stuff can do so. Second, Chanuan Board is made from natural materials while electronic... sure!! it has been made from non-natural materials. Finally, electronic stuff seems to be hard to use compare to Chanuan Board for some low-tech people.
The similarity of both stuffs is disapperance of information!!!
จากบล็อกเก่า ลงไว้่เมื่อ 5/11/09
ไอเดียแผลงๆ
เพลงที่มีการพูดถึงในการ์ตูนเรื่อง Kiss #2
Fallen - Original Soundtrack จากเรื่อง Prety Woman
La Campanella ที่ไม่แน่ใจว่ามันคือเพลง Liszt รึเปล่า แต่อันนี้เป็นอันที่ Jorge Bolet ที่คนเขียนเรื่องพูดถึงนะ
Apple Eyes / Swoop หาอันที่แน่ใจว่าเป็น Original ไม่เจอ เพราะถ้าเป็นอันนี้ โอกาสที่จะไม่ได้ตัดต่อมีน้อยมาก (เล่นเสก็ต ทำโปรแกรมเอง คอนเฟริ์ม!! ว่าไม่มีใครไม่ปรับแต่งพลงก่อนเอามาใช้แน่ๆ)
เล่ม 6 ที่มี 50 อันดับที่อยากให้พระเอกของเรื่องเล่นนี่คงไม่เอามา เพราะเยอะเกินไปนิด แต่ก็มีหลายเพลงที่เอาลงไปในตอนที่แล้วให้ไปแล้วล่ะ เอาเป็นว่า รวบจากเล่ม 6-8 ทีเดียวเลยแล้วกัน
The Heart Asks Pleasure First / Michael Nyman
Sexual Healing / Marvin Gaye [คลิปนี้ ต่ำก่า 18 ห้ามดู 555++]
Polonaise / Chopin อันนี้ขอไม่เอามาใส่นะ เพราะว่าหาได้เองเลย คนเล่นไว้เยอะอยู่
Nekofunjatta ไม่รู้ว่าเอามาถูกอันรึเปล่า
Habanera เรื่อง Camen ได้ละครเวทีมาเรย (เอ๊ะ รึโอเปร่า??)
I won't last day without you / Paul Williams
Wait For Me ใช่อันนี้ป่าวไม่รุ ถ้าไม่ใช่ยังไง ไว้จามาเปลี่ยนทีหลัง หุหุ (แต่เพราะเหมือนกานนน)
เพลงจากการ์ตูนเรื่อง KISS
Moonlight Sonata ของ Bethoven
Merry Christmas Mr.Lawrence [Original Version] ไม่แน่ใจว่าใช่ของ Sakamoto Ryuichi ที่ผู้เขียนพูดถึงรึเปล่านะ
จากที่เซิจเค้าเขียนว่า Joy เฉยๆล่ะ แต่เพลงเดียวกับ Jesu, Joy of Man's Desiring ของ George Winston
Say You Love Me ไปได้อันนี้มา ไม่รู้ว่า เวอร์ชั่นของ Patti Austin ป่าวหว่า (ก็บอกแล้วว่าไม่ค่อยได้ฟังอะนะ ถ้าไม่มีใครพูดถึงรึว่าไม่ได้ยินบ่อยๆจนอยากรู้ว่ามันคือเพลงอะไรก็จะไม่หา)
Canon (Variatons on the Canon by Pachelbel)
เอาเวอร์ชั่นนี้แถมไปด้วย แปลกหูไปอีกแบบ แต่ถ้าอยากลองฟังหลายๆแบบกดเอาเองได้เลย คนเล่นไว้เยอะมาก แต่อันนี้เป็นไวโอลินไฟฟ้า แล้วเล่นคู่กะเพลงที่เปิดไว้... (ชอบแนวประสานมากกว่าโชว์เดี่ยวง่ะ ^^)
Dancing in the Moonlight ของ Baha Men [อัลบั้ม Kalik]
You Are So Beautiful [Joe Cocker] เอาอันนี้มา สั้นไปหน่อยนะ ^^ เห็นเค้าเขียน Full Lyric ไว้ ไม่รู้ว่า Full จริงๆรึป่าว มันสั้นๆตามคลิปนี้ยังไงไม่รุ เอาเป็นว่าถ้ามันมียาวกว่านี้ก็เอามาลงไว้เป็นหนึ่งในเพลงที่มีการพูดถึงในการ์ตูนเรื่องนี้แล้วกัน
Bible - Okamura Yasuyuki อยากรู้ว่าก่อนปี 2000 คนญี่ปุ่นแต่งตัวยังไง ไปดู~~~
[89年バブル期。 = 89 during the bubble economy. -- ใช้ Google Translate นะ ^^]
Web Design Review ในแบบของมือสมัครเล่น :)
มีแต่เรื่องแย่ๆ มาพูดเรื่องที่มันน่าสนใจกึ่งๆสาระกับบ้างดีกว่า เนื้อหาวันนี้จะพยายามไม่เขียนกระทบใคร แต่มาเพื่อชื่นชมผลงานของชาวบ้านกันแล้วก็เป็นการวิเคราะห์ในเรื่องของการ ออกแบบเว็บ หวังว่าจะเป็นแนวทางในนักพัฒนาเว็ฐของไทยเอาไปดูและปรับแก้ไปให้บรรดาเว็บ ไทยเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นไม่แพ้กับเว็บของต่างชาติกัน ไปดูที่เว็บนี้กันดีกว่า http://www.vektorsektor.com/ เรียบๆง่ายๆ (แต่ในความเรียบง่ายอาจจะมีอะไรยากและซับซ้อนก็ได้นะ) ที่ยกเว็บนี้มาไม่มีอะไรหรอก แค่ไปโดนเอาส่วนของ pre-loader ที่เค้าทำได้เข้ากับ theme ของเว็บ และดึงความสนใจได้ รูปแบบของ pre-loader แบบนีก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการพัฒนาไม่ว่าจะเป็น ตัวโปรแกรมสร้างลูกเล่น โปรแกรมเสริมรองรับให้เครื่องคอมฯสามารถเปิดกราฟฟิกได้ หรือกระทั่งตัวอุปกรณ์คอมฯและโปรแกรมเองที่มีการปรับปรุงเรื่อยๆ
ความ เร็วในการโหลดหน้าเว็บ จัดได้ว่าเร็วใช้ได้ แต่อาจจะเปิดไม่ขึ้นได้สำหรับผู้ใช้ที่ใช้เวอร์ชั่นต่ำๆ หรือไม่ได้ติดตั้ง java หรือตัวรองรับ Flash บนเว็บที่เหมาะสมกับเว็บนี้ แต่ทางเว็บมาสเตอร์ก็ได้แนบโปรแกรมมาให้ไว้แล้วเช่นกัน ดูจากไฟล์ที่เค้าอนุญาตให้โหลดได้เป็น Flash 6 นะ ถือว่าไม่ใหม่มาก อาจจะเก่าไปสำหรับบางเว็บ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเคื่รองเก่าเปิด จะขึ้นมั้ย หรือจะโหลดช้ามั้ย
ส่วนของหน้าเว็บ
- ความ น่าสนใจเริ่มตั้งแต่การโหลดหน้าแรกแล้ว ที่มีลูกเล่นเป็นลูกบากศ์เลื่อนสลับที่ไปมาและยังคงมีปรากฏอยู่ในหน้าAbout ซึ่งจะสุ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆสามแบบเมื่อมีการรีเฟรชหน้านั้นๆ โดยส่วนของ pre-loader จะมีแค่ครั้งเดียว ไม่ขึ้นบ่อยๆเหมือนอีกกหลายๆเว็บ นอกจากนั้นมีการคุมโทนสีให้อยู่ในกลุ่มสีเข้มสามสีหลักๆคือ ขาว แดง และดำ อาจจะทึมๆไปบ้างแต่ก็ทำให้เว็บดูมีเสน่ห์ตรงที่ไม่หลุดโทนสีไป และดูไม่เกะกะ โดยส่วนตัวคิดว่าเค้าเน้นกราฟิกเป็นตัวดำเนินเรื่องของทุกหน้า ให้คนเล่นได้ ถ้าทำเยอะกว่านี้อาจจะกลายเป็นไม่น่าสนใจได้เหมือนกัน
- ความ ชัดเจนของการบอกว่ากำลังอยู่ที่หน้าไหน หรือส่วนไหนของเว็บอาจจะไม่ชัดเจนนักเพราะเมื่อกดเข้าในหน้าต่างๆแล้วจะเปิด ขึ้นหน้าต่างหรือแท็บใหม่เลย แม้ว่าหน้าหลักจะยังอยู่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ใช้อาจจะปิดไปซะก่อนเมื่อเห็นว่ามีเว็บเดียวกันสองหน้าหรือสองแท็บ ส่วนของหน้าที่ผู้ใช้กดไปก็ไม่มีเมนูหลักระบุแล้ว หรือกระทั่งปุ่มกลับไปหน้าที่มีเมนูหลัก ส่วนของหน้าก็มีการบอกว่าอยู่หน้าไหนไม่ค่อยชัดเจนนักหรือบางหน้าก็ไม่มี อาจจะทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงงไปหน่อยถ้ากดเข้าไปแล้วลืมว่ากดเข้าไปหน้า ไหน แต่ส้วนหน้าย่อยๆที่อยู่ในหน้าหลักมีระบุไว้ว่ามีอะไรบ้าง
เว็บนี้ดู เหมือนว่าจะไม่มีผู้สนับสนุนนะ แต่เค้ามีส่วน contact กับ guest book ไว้ แล้วส่วนหน้า latest stuff เค้าก็ใช้โพสลิงค์ไปเว็บผลงานที่เค้าทำขาย และไม่ได้มีเครื่องหมาย copyright ด้วยซึ่งปกติจะมีการวางเครื่องหมายลิขสิทธิ์ไว้ที่ท้ายเว็บกัน - ความสามารถในการเข้าถึงของโปรแกรมอินเตอร์เน็ตต่างๆ เช่น Safari, Firefox หรืออื่นๆคงจะไม่พูดถึงคงต้องไปลองกันเอง
- ความ เป็นปัจจุบัน ทางเว็บมาสเตอร์ก็ใส่ไว้ในหน้าของ Latest Stuff ไปแล้วและดูเหมือนไม่ค่อยอัพเดท แต่จุดประสงค์เพื่อการค้าจะลิงค์ไปเว็บอื่นแทนซึ่งก็มีผลงานออกมาเรื่อยๆ (ก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ที่จะให้ฟรีหมดแล้วจะเอาอะไรกิน)
- และ ส่วนสุดท้ายที่เราอยากจะพูดถึงคือส่วนของเสียงที่ไม่สามารถตั้งปิดเสียงได้ ถึงจะมีเสียงแต่เสียงก็ยังคงสั้นๆ เหมือนการเล่นเกมทั่วๆไป
ในมุมนองของเรา เรามองแบนี้ คิดเหมือนหรือต่างกันยังไงก็ลองเสนอมาได้ :)
จากบล็อกที่ลงไว้เมื่อ 12/12/08 ตอนนี้เว็บที่ว่าคงมีการปรัับปรุงไปอีกเยอะ ตอนนั้นรีบลงเลยไม่ได้ทำ Screen Copy ไว้ให้ดู
อาชีพนักกีฬา... กับประเทศไทย
ถ้า คนไทยไม่เพียงแค่เฮตามกระแส "ฮีโร่" โอลิมปิก แต่พยายามสรุปบทเรียน จากชัยชนะ และความพ่ายแพ้จาก "น้องเก๋" และ "วรพจน์" ที่ปักกิ่ง บางทีเราอาจจะได้ประโยชน์สำหรับทั้งประเทศมากกว่านี้
เพราะในชัยชนะและ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเสียงหัวเราะและน้ำตาที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจนถึงการแข่งขันกีฬา ชาติ ภูมิภาคและระดับโลกคราวหน้าเท่านั้น หากแต่ยังมีประเด็นที่ทำให้คนทั้งประเทศต้องเรียนรู้มากมาย
ถ้าคนไทยไม่ ใช่เพียงแค่สนใจว่า "น้องเก๋" ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังสาวเหรียญทองปักกิ่งเกมส์ มีแฟนแล้วหรือยัง หรือชอบกินอะไรเป็นพิเศษ หากแต่ฟังเธออย่างลุ่มลึกกว่าเพียงแค่คำถามคำตอบผิวเผิน ก็จะได้ความเห็นอันมีค่าและลึกซึ้งหลายประการ
เธอพูดหลายครั้งในหลาย โอกาสตั้งแต่กลับจากปักกิ่งว่า "ผู้ใหญ่" ในบ้านเมืองควรจะได้รับรู้ว่านักกีฬาระดับชาติที่คนทั้งประเทศตั้งความคาด หวังไว้อย่างสูง และถือเป็นความภาคภูมิใจระดับสากลนั้น ความจริงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
น้องเก๋ บอกว่า "พวกเราหลายคนไม่รู้อนาคตตัวเอง หลายคนไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเพิ่มเติม และหลายคนเมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว ไม่มีงานทำ..."
คนไทยฟังแล้วก็ผ่านไป ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬาได้ฟังแล้วก็กลับไปทำอะไรเหมือน เดิม...เพราะเราต้องการแต่เพียงผลที่คนทั้งประเทศต้องการ แต่ไม่มีใครลงมือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เพราะเราไม่มีแผนระดับชาติในการสร้างนักกีฬาระดับโลก...เพราะเราปล่อยให้มีนักกีฬาไทยระดับโลกตามมีตามเกิด
และ เมื่อนักกีฬาคนไหนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติแล้ว ก็ตื่นเต้นยินดีกับเขาหรือเธอเพียงระยะสั้น จากนั้นก็ลืมพวกเขา ทิ้งให้แต่ละคนดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตของตนเองต่อไปอย่างคนที่ "โลกลืม"
น้อง เก๋ พูดเตือนสติคนทั้งชาติด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล แต่คนไทยที่ฟังเธอควรจะต้องได้สติจากความเห็นของ "ฮีโร่" คนล่าสุดของประเทศ เพราะเธอเป็นคนมี "สาระ" และต้องการจะพูดเรื่องที่เป็นเนื้อหาของการสร้างนักกีฬาระดับชาติของประเทศ มากกว่าที่จะตอบคำถามผิวเผินไร้ความหมายอย่างเช่น "หนูมีแฟนหรือยัง?" หรือ "ตื่นเต้นไหม?"
วรพจน์ เพชรขุ้ม นักมวยไทยที่พ่ายคู่ชกจากคิวบา นั้น แม้จะแพ้แต่ก็ให้บทเรียนอันมีค่าสำหรับคนไทยทั้งประเทศ
ภาพ ที่เขาร้องไห้หลังจากลงจากเวทีที่เราเห็นบนจอทีวีนั้น เป็นการสะท้อนความรู้สึกของนักกีฬาระดับโลกของไทย ที่ไม่อาจจะทำให้ความฝันของคนไทยทั้งประเทศเป็นจริงได้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบของนักกีฬาที่รู้ว่าคนทั้งประเทศตั้งความหวังไว้ สูงยิ่งสำหรับเขา แต่เป็นความผิดของวรพจน์ หรือเปล่าที่ทำให้คนไทยไม่น้อยผิดหวัง?
เปล่าเลย คนไทยต่างหากที่ตั้งความหวังไว้สูงแต่ไม่ได้ทำอะไรให้เขาสามารถยกระดับความ สามารถให้เทียบทันกับฝีมือระดับโลกที่จะแข่งเหรียญทองได้ ดูจากการพันตูระหว่างวรพจน์ กับนักชกคิวบา ที่ชื่อแยนเกล ลีออน อลาร์กอน แล้วก็ต้องยอมรับว่าฝีมือของนักชกไทยเรายังห่างชั้นกับมาตรฐานโลกอยู่ไม่ น้อย แต่วรพจน์ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มความสามารถแล้ว และคงจะร้องไห้เพราะรู้ว่าที่ดีที่สุดของตัวเองยังไม่ดีพอสำหรับความความคาด หวังของคนไทย
แต่มาตรฐานโลกนั้น (ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬาหรือด้านไหน) ไม่อาจจะสร้างได้เพียงแค่ตัวนักกีฬาเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่รัฐบาลลงมาถึงคนไทยในวงการต่างๆ ในภาคเอกชน และวงการวิชาชีพ ที่จะต้องถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการ "สร้างคน" อย่างเป็นระบบ และต้องระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรการเงิน การสนับสนุน ความร่วมมือทั้งจากครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน และเครือข่ายสังคมทั้งหลายทั้งปวง
ความสำเร็จทางการกีฬาเป็นมาตรวัด มาตรฐานของคุณภาพคนของประเทศนั้นๆ ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมา เรามองนักกีฬาเป็นเพียง "ตัวละคร" ของความบันเทิงสำหรับสังคมไทยที่ต้องดิ้นรนช่วยตัวเอง และฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการด้วยตนเอง เราเพียงต้องการหัวเราะกับชัยชนะ แต่เรามักจะถอยหนีจากความพ่ายแพ้เกือบจะทันที...เพื่อร่วมฉลองกับผู้ที่แสดง บทเป็น "ฮีโร่" คนต่อไปเท่านั้น โดยที่เราไม่เคยสำเหนียกว่าชัยชนะที่แท้จริงนั้นคือการเรียนรู้จากความพ่าย แพ้เลย
แหล่งที่มากรุงเทพธุรกิจ
- จะ ตั้งสมาคมกีฬามาทำไม ถ้าไม่สร้างให้นักกีฬาเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คนยอมรับ (ที่จีนเค้าได้เหรียญกันเยอะแยะเพราะถ้าเค้าเป็นนักกีฬาแถวหน้าได้ เค้าถึงจะมีกิน เป็นอาชีพที่คนยอมรับ และรัฐสนับสนุนเต็มที่)
- กีฬาในเมืองไทย อยากรู้ว่าเค้าไปเอาเหรียญมาแบบนี้ จะจ่ายค่าเรียน ค่าซ้อมที่เค้าเสียไปคืนมั้ย
- ถ้า มีใครสักคนที่เสนอตัวเองไปแข่งด้วยการยัดเงินให้ (ฝีมือพอมีด้วยนะ) แค่ต้องการให้ดูดีว่าไปแข่งระดับโลกมา สมาคมจะอนุมมัติมั้ย... ถ้างั้น คนรวยๆก็มีสิทธิ์มากว่าใช่มั้ย (อันนี่คิดว่าไม่น่ามีใครทำ แต่แค่อยากรู้ว่าถ้ามีคนทำจริงๆล่ะ)
- แล้ว กีฬาอื่นที่ไม่มีคนสนใจล่ะ ก็อารมณ์สมาคมมาเอาหน้าเหมือนกัน แต่เพราะใจเค้ารักที่จะทำบวกกับพรสวรรค์ที่เค้าเสียดายถ้าไม่เล่นต่อ ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าไม่ได้อะไร...
ด้านมืด... ที่ดูเหมือนว่าเราจะมองเห็นอยู่คนเดียวรึป่าวเนี่ย!!
เมื่อก่อน เราไม่ได้มีมือถือ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีการสื่อสารข้ามโลกได้ขนาดนี้ แต่ทำไมเราถึงอยู่กันได้ แต่วันนี้แทบหาทางไม่เจอด้วยซ้ำว่าจะอยู่กันได้ยังไงถ้าไม่มีพวกนี้...
ถึง จะเป็นแค่ 0.0001% ที่จะเป็นไปได้ว่าวันนึงโลกจะกลับมาเป็นเหมือนเมื่อวานที่ไม่มีอะไรเลย แต่เราก็อยู่กันได้ อาจจะต่างแค่ว่าต้องใช้เวลาปรับตัวและทำใจอีกระยะนึงใหญ่ๆเลย เพราะชีวิตที่มีอินเตอร์เน็ต ทำให้คนขี้เกียจมากขึ้น สบายมากขึ้น สะกวดจนลืมไปว่าเมื่อวาน เราแอคทีฟกันขนาดไหน เราขัยนกันแค่ไหน... เราไม่ต้องหาเงินมาเพื่อของพวกนี้ ไม่ต้องคอยตามซื้อใหม่เพื่อให้ทันกับคนอื่นจนกลายเป็น "บ้าเทคโนโลยี" ปัญหาสังคมก็คงจะเยอะขนาดนี้ ที่คนทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเทคโนโลยีล่าสุด (หรือเกือบล่าสุด)
ลงไว้ในบล็อกที่ปิดไป เมื่อวันที่ 6/16/08
Web Review #1 - Facebook+Hi5
- Gift เราไป add gift application มาสองอัน เพื่อนส่งมาอีกแทนที่จะเข้าอันที่เรามีอยู่แล้ว ไม่เข้า แต่ต้องไปเอา application ใหม่มาใส่ รกว่ะ...
- พวก quiz ทั้งหายก็ส่ต่อเพื่อนอีกกว่าสิบคนมันถึงจะขึ้นซึ่งเรามีไม่ถึงง่ะ แล้วก้อแบบ... ขอเล่นส่วนตัวหน่อยได้มะเผยแพร่บทความ
- พวก สัตว์เลี้ยงใน Fackbook ด้วยเหมือนกันต้องหาแต้มสะสม อารมณ์แบบหาเงินมาเลี้ยง แล้วเพื่อนใน Facebook กรูมีเยอะซะที่ไหน ถ้าอยากให้เอาไอ้พวกนี้มาใส่เนี่ย
- ส่วน ของ Customization ยังไม่มีให้ปรับแต่งหน้าตา (หมายถึงเปลี่ยน BG เปลี่ยนสีอะไรแบบนี้) และไม่มี Layout แบบอื่นให้เลือกอีกตะหาก แต่คิดว่าสักวันคงมี เหมือน Hi5 ง่ะ...
- Comment เด่วมีเด่วหาย บางทีเม้นไปเด้งออก แบบ error หาว่าเม้นเกินกำหนดของวันทั้งๆที่ยังไม่ได้เม้นให้คัยสักกะคน!! และมันจะมีวิธีตั้งปรับ comment ให้เท่าๆกับฝั่งซ้ายได้มั่งป่าววะ
- Scrapbook - Status จะเอายังไงแน่ฟะ ตกลงจะให้เป็นส่วนตัวหรือจะให้คนอื่นมาโพส !?! เอาสักทางเหอะว่ะ...
- Online อันนี้จิงๆไม่ต้องมีก็ได้นะ เพราะถ้าใครอัพเดทอะไรมันก็ขึ้นที่หน้า home ให้อยู่แล้ว และบางที เค้าออนมาก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะมาอัพเดทด้วย...
- เรื่องการจัดหน้าที่แย่กว่า Facebook คือล็อกหมดเรยยย -_-" แต่มันก็ดีตรงที่ว่าไม่วุ่นวาย ให้กรูทำ BG เอาขึ้นเองก้อดีถมแล้วว่ะ หุหุ
- ....แม้ว่าตอนนี้เราสามารถจัดเรียงรูปในอัลบั้มได้แล้วก็ตาม แต่... ไม่เหงมันจาได้ผลง่า.......
- ไอ่ส่วนของ School ด้วยเราใส่สามอันแต่มันสลับกันให้ซะงั้น... แก้เท่าไหร่ก็ไม่ได้ซะที...
- ที่ ชอบคือ Sandbox ของ Hi5 ที่ให้คนเล่นเข้าไปลองเอา application ใหม่ๆมาใช้ดูเพราะว่าบางอันระบบมันยังไม่เข้ากับ Hi5 เราก็ไปลองเปิดอันนึงแต่ไม่ขึ้นว่ะ ไม่รู้ว่าคอมเราเองหรือระบบมันยังไม่ได้ แต่เค้าก้อมีบอกไว้ว่าบางอันมันจะยังใช้ไม่ได้ แต่คิดว่าถ้ารู้ว่าควรจะแก้ยังไงก็ส่งไปบอกเค้าได้ (คิดว่านะ) เราคิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีสำหรับเว็บอื่นที่จะเอาวิธีนี้ไปใช้เพื่อพัฒนา เว็บได้นะ... :)
สิ่งที่เราคิดว่า Hi5 น่าจะพัฒนาได้คือ...
- การ Set ว่าจะให้รูปไหนเป็นปกอัลบั้มมันหายไปหนายยยยย ห๊า...
- น่าจะตั้งได้ว่าจะเอาอัลบั้มรูปไหนมาโชว์บน Profile หรือจะให้โชว์กี่อัลบั้ม (เหมือน Top Friends ไง)
- School ช่วยเพิ่มประเทดให้กรูด้วยยย โรงเรียน กะมหา'ลัยกรูไปอยู่ประเทดอื่นซะงั้น....
Friday, January 08, 2010
วิธีดื่มน้ำ จากคุณหมอ
ในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ
1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น
เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยังครับ
ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับน้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน
ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก
ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด
นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว (แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สูตรคือ
(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้ ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ
ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ
ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะ และลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้ กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้ แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว
ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ
คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว
เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือดเพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร
ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ
ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า เลิกเบียร์กันไป
แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ
นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น
ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น มีสองเหตุผลครับ
หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามินสารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย
เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดีเกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน
มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร
อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง
อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ
ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น
ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ
ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก
Thursday, October 22, 2009
Book Buffet @ Bookoutlet, Amrin Plaza
ไม่รู้ว่ามีคนที่รู้ว่ามีกิจกรรมแบบนี้กี่คน คงจะเป็นคนที่ไปเดินแถวนั้นบ่อยๆล่ะมั้ง (อมรินทร์พลาซ่า กับเดอะมอลล์งามวงศ์วาน) จริงๆมีมาก่อนที่งานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์เริ่มด้วยซ้ำ แต่เพิ่งจะรู้มาไม่กี่วันนี่เองว่ามี Book Buffet 999 THB. เลยขอโฉบไปหน่อยที่อมรินทร์ ส่วนถ้าถามว่าไปมาคุ้มมั้ย ในแง่จำนวน(แบบพวกที่โลภหน่อยๆ)ได้มาไม่เท่าไหร่ ถ้าแง่ของคุณภาพล่ะก็ เลือกมาแต่หนังสือที่จะใช้แน่ๆ และชอบจริงๆ ใส่ถุงแล้วจะนวนิยายยัดไปอีกสาม-สี่เล่มยังได้เลยด้วยซ้ำ แต่เราไม่เอามาหรอกเอามาทำไม ไม่อ่านอยู่แล้ว ถ้าจะให้คนอื่น จะรู้มั้ยล่ะว่าคนเขียนคนไหนที่เค้าชอบอ่านประจำ ถึงเป็นขาประจำของนักเขียน คงจะซื้ออ่านไปนานแล้ว
ข้อดี
- หนังสือเยอะดี เลือกได้ทั้งร้านจริงๆนะ
- บริการดี (ไม่เหมือนบางร้านที่แบบว่าราคาแพ้ง แพง ลดก็ไม่ลด แล้วยังหยิ่งอีกตะหาก)
ข้อเสีย
- หนังสือเก่าโคตร แบบบางเล่มมีแอบๆพังด้วย ประมาณว่าหนังสือใหม่ไม่มีเอามาวางประหนึ่งว่าจะปิดกิจการยังไงยังงั้นเลยทีเดียว
- ถุงที่ให้ยัดหนังสือเล็กไปหน่อยนะ ^^ แต่อย่างว่า ถ้าเป็นประเภทนวนิยายล่ะก็ สามารถเอามาได้เหมือนไปซื้อเสื้อแถวโบ้เบ้เลยอะ
PS: from mystery88.exteen.com on 22 Oct 2009 & 27 Jun 2010 [Deleted Already]
Saturday, October 17, 2009
แผนผังงานหนังสือ กับ Supply ไม่ถูกเวลา
สังเกตมานานแระ ว่างานหนังสือเนี่ย ชอบกั๊กแผนที่ เป็นไปไม่ได้ว่าจะพิมพ์ไม่ทัน เพราะพวกนี้เวลาสั่ง ทางโรงพิมพ์ไม่ค่อยๆทำออกมาให้หรอก มีแต่ทำทีเดียวแล้วแพคมาเลยเป็นตั้งๆก่อนงานจะเริ่ม ไม่รู้ว่าจะกั๊กไว้ทำอะไร เพราะเห็นวันสุดท้ายทีไรเหลือเยอะเว่อร์ทุกที
เราไม่รู้ว่ามีใครทำแบบเราบ้าง คือ เอาแผนที่มาวันแรก เพื่อเอามาดูว่าร้านไหนอยู่ตรงไหนบ้าง (สำนักพิมพ์ที่ซื้อประจำน่ะ) ทำmark ไว้ว่าจะเดินยังไง บูธไหนที่อยากจะเดินไปดูว่ามีอะไรจะเดินไปทางไหนไม่ให้เสียเวลาเดิน คนเยอะขนาดนั้นกว่าจะเดินเจอเอาปวดขาไปก่อนพอดี แล้วกั๊กแผนที่แบบนี้ตรูจารู้มั้ยล่ะ ว่าบูธไหนอยู่ตรงไหน เดินๆไปนึกขึ้นมาได้ก็ต้องิว่งออกมาดูที่ป้ายทีงี้เหรอ ในใจคิดว่า อย่าให้กรูเห็นว่าวันสุดท้ายมีแผนที่เหลือเป็นตั้งนะเฟ้ย
เราว่าคนที่รักหนังสือจริงๆ แบบอ่านทีได้หลายเล่มหลายสำนักพิมพ์เค้าไม่ทิ้งแผนผังงานหรอก แล้วก็ไม่ใช่ว่าเอาไว้ที่บ้านด้วย ไม่งั้นที่เอาไปดูแล้วเขียนไว้ ว่า้ร้านไหนอยู่ตรงไหน จะเสียเวลาทำทำไม หรือตรูเป็นแบบนี้อยู่คนเดียวฟะ
PS: from mystery88.exteen.com on 17 Oct 2009 [Deleted Already]
Saturday, August 08, 2009
กำลังคุมสติอยู่รึเปล่า??
คนเราอาจจะมีบ้างที่เผลอลืมๆอะไรไป โดยเฉพาะเวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ มาดูกันว่ามีพฤติกรรมแบบนี้กันบ้างมั้ย
- โทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่ว่าจะใชอุปกรณ์เสริมหรือไม่ก็ตาม
- คุยกันเป็นกลุ่มในที่่สาธารณะ
- เดินเรื่อยเปื่อย
- นั่งหลับบนรถ
- ตอนกำลังเล่นเกม
- ตอนฟังเพลง
- เวลากินอาหาร/ขนม
ทีนี้มาดูกันว่า ทำไมถึงเรียกว่าเป็นการกระทำที่ขาดสติ (ไม่ถือว่าขาดสติมากหรอกนะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป)
กรณีแรก คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ เค้าบอกว่าขาดสติยิ่งกว่าเมาแล้วขับ หลายๆคนน่าจะเคยอ่านเจอมาบ้างแล้ว ยิ่งถ้าไม่ได้ใช้ Small Talk ด้วยนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มัวแต่คุย หรือเม้าส์แตกจนอาจจะลืมระวังตัวก็เป็นได้นะ ไม่ต่างอะไรกับการเดินคุยกันแบบไม่สนใจว่าใครจะรีบเดินผ่านไปไหนมั้ย ในเวลาที่เดินกับบนฟุตบาทแคบๆ
กรณีที่สอง ถ้าต้องการเดินไปคุยไป ระวังด้วยว่าเดินเกะกะทางมั้ย แล้วคนอื่นๆเค้าจะรีบเดินไปธุระอะไรมั้ยเพราะคนส่วนมากจะชอบเดินเรียงเป็นหน้ากระดานเม้าส์แตกแบบไม่สนใจใคร ขนาดไปเดินขวางทางรถ รถบีบแตรยังไม่สนใจเลยก็มี
กรณีที่สาม เดินมองนก ชมไม้ไปเรื่อย ร้านนี้ของน่ากินดี ร้านนู้นลดราคา ดูหน้าร้านซะหน่อยงี้ รวมทั้งการเดินล้วงกระเป๋า ไม่ว่าจะเก็บหรือจะหาของก็ช่าง คนอื่นที่เค้าเดินตามมาเค้ารำคาญนะ ถ้าจะยืนดูหน้าร้านก็ยืนชิดๆร้านหน่อยสิ ไม่งั้นก็เข้าไปดูข้างในเลย แล้วถ้าจะล้วงกระเป๋า พยายามหลบเข้าริม แล้วระวังคนไม่ประสงค์ดีหน่อยก็ดีนะ ยิ่งช่วงนี้คดตกงานเยอะด้วย
กรณีที่สี่ นั่งหลับ ระวังทำให้คนนั่งข้างๆรังเกียจ ระวังหลับแล้วเลยป้าย ระวังคนล้วงกระเป๋า และถ้ารู้สึกง่วงๆ สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีใครพยายามวางยานอนหลับ ไม่เคยอ่านเหรอ พวก forwad mail น่ะ ระวังไว้หน่อยก็ดี ถึงจะง่วงเองก็เถอะนะ
กรณีที่ห้าจะนั่งเล่นเกมในที่สาธารณะหรือเล่นในบ้านก็ช่าง เล่นที่ไหนก็ไม่ได้ทำให้มีสติเหมือนๆกันน่ะแหละ แต่เล่นที่บ้านยังไม่นับว่าขาดสติมากนักเพราะว่าไม่ต้องกังวลกับสิ่งรอบๆตัว เท่าไหร่ แต่ถ้าเล่นในที่สาธารณะแล้วไม่สามารถคุมตัวเองได้ แบบ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับเกมนี่ อาจทำให้ลืมอะไรไป เช่น ถ้านั่งเล่นเกนในร้านอาหาร อาจจะมีคนอื่นที่เค้ากำลังรอที่นั่งอยู่ หรือเล่นเกมตู้ก็เช่นกัน เผื่อแผ่บ้างนะ อ่อ ถ้าเล่นเกมตอนที่กำลังเดินทางก็ระวังจะนั่งเลยป้ายล่ะ รวมถึงการเลนเกมแบบไม่เกรงกลัวอันตรายว่า จะมีใครเล็งรอจังหวะชิงทรัพย์อะไรแบบนี้
กรณีที่หก ฟังเพลง ส่วนมากจะหลับกันไปด้วยเลยถ้าได้นั่ง ยังไงก็ไม่ต่างกับกรณีที่สี่นะแต่ขอเพิ่มในส่วนของการเปิดรดับเสียง ไม่ต้องเผื่อแผ่คนอื่นก็ได้ เพราะคนที่จะเดือนร้อนคือตัวคนที่ฟังนั่นแหละ จะได้พิการทางหูเอา แบบ หูตึงหูหนวกก่่อนวัยงี้ อีกหน่อยเครื่องช่วยฟังคงจะอินเทรนด์แทนล่ะนะ เพราะชอบฟังเพลงแบบเผื่อแผ่กันนี่นา
กรณีืที่เจ็ด เวลากิน... พฤติกรรมการกินที่สามารถบอกถึงระดับความไฮโซได้ เพราะความผหิวคงไม่ทำให้ใครคุมสติอยู่ อิอิ ยังไงก็พยายามระวังกิริยามารยาทซักนิดนึง ถ้าเป็นพวกบุปเฟ่ต์ยิ่งเห็นนิสัยคนได้ชัดยิ่้งขึ้น ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเห็นนิสัยไม่ดีล่ะก็ ระวังนิดนึงนะ เช่น งก... ตักทีนี่เอาเต็มจานเลยงี้ ตักอะไรที่มีน้อยๆไปกินคนเดียว ไม่เผื่อคนอื่นมั่ง กินแบบไม่ระวังเลอะเทอะงี้ อ่อ ระวังเรื่องการเคี้ยวด้วยล่ะ บอกแค่นี้แหละ
PS: from mystery88.exteen.com on 08 Aug 2009 [Deleted Already]
Tuesday, June 30, 2009
เมนูไดเอท: หนังสือ!!
ปกติเวลาไปเดินเล่นแล้วเกิดหิวข้าวในระดับที่สามารถทนได้ ก็มักจะเดินเข้าร้านหนังสือแทนที่จะเข้าไปหาอะไรกิน แล้วปักหลักอย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง ออกมาพร้อมหนังสือสักเล่มติดมือมาด้วย ขนาดไม่ใช่ช่วงงานหนังสือ แล้วช่วงงานหนังสือหมดอีกบานชนิดที่ไม่ต้องพูดถึง สรุปเลยมีหนังสือเป็นตั้งที่ยังไม่ได้อ่าน (ไม่นับหนังสือเรียนนะ) ทั้งที่ซื้อมาจากงานหนังสือและมุมลดราคาที่ยั่วใจสุดๆกับหนังสือที่เรากำลังสนใจพอดี
พวกสมุดเปล่าที่ได้มาทุกครั้งจากงานแบบนี้ กับเกมในหนังสือพิมพ์แจกฟรีที่ติดงอมแงม ชอบเล่นตอนนั่งรถไฟใต้ดินในอังกฤษ เมืองไทยเริ่มนิยมไปกับเค้าด้วยเลยมีให้เลือกเยอะ ได้หนังสือ Sudokumix ล่อเล่ม 4 เลย เอาไว้เล่นเวลานอนไม่หลับช่วงยังไม่ได้งานทำ เล่นแล้วจะน็อกคาหนังสือเพราะยากนรก เล่นไปเกือบครึ่งเล่ม
PS: from mystery88.exteen.com on 30 JUN 2009 [Deleted Already]
Thursday, May 07, 2009
ของใหม่แต่ไม่ล่าสุด
ไปช่วยสอนในโครงการต้นกล้าอาชีพที่หัวข้อกับวิชาที่เปิดสอนไม่ตรงกัน ไม่บอกคนเรียนก่อนและไม่แสกนคนที่ระบบสุ่มให้ได้เรียนอีกตะหาก ตกเย็นไปตะลอนงาน Commart X-Gen ต่อที่ศูนย์สิริกิตติ์ อุส่าตั้งใจจะเดินถึงแค่ทุ่มครึ่ง ล่อไปสอง แถมด้วยของแพงติดมือกลับมาสอง ทั้งๆที่ตั้งใจจะไปซื้อแค่เม้าส์ปากกา กับ SD Card กล้องขนาดจึ๋งเดียว
ที่ว่าได้ของแพงมาสองอย่าง ก็เม้าส์ปากกาที่เป็นรุ่นแบบพื้นที่ทำงานใหญ่กว่าที่กะจะเอาตั้งแต่แรก แต่อีกอันเนี่ย ด้วยความทะลึ่งอยากมีอันใหม่ (ถึงอันเก่าจะใช้ได้แบบร่อแร่และไม่ค่อยจะได้ใช้นักก็ตาม) ได้เครื่องเล่น mp3 + mp4 ของ Sony มาตัวนึง เดี๋ยวนี้มีแบบคล้องหูอย่างเดียวด้วย ไม่มีสายโยงให้เกะกะ แต่พอนึกถึงเวลาใช้จริงกลัวมีปัญหาเหอะ
- อย่างแรก หูฟังมีอายุการใช้งานน้อยกว่าเครื่องเล่น แล้วหูฟังมันติดกันกับเครื่องเ่ล่น พังทีทำไงอะ
- อย่างที่สอง นึกถึงเวลาเลือกเพลง สำหรับคนอย่างเราที่ขนาดเลือกเฉพาะเพลงที่ชอบแล้ว ยังอุส่าเลือกตอนฟังอีกรอบ แล้วตัว mp3 ตัวใหม่ที่ว่าไม่มีดิสเพลย์เจ้าค่ะ (ถึงมี แต่มันคล้องหูอยู่ จามองเห็นมั้ยล่ะ)
- อย่างที่สาม เพราะไม่มีดิสเพลย์ให้ดู จะจับวินาทีของเพลงไม่ได้เลย (เอาไว้ใช้เผื่อเวลาซ้อมเสก็ต ที่ต้องส่งรายการท่าที่จะทำคู่กับจังหวะเพลง)
- อย่างที่สี่ ไม่เชื่อว่ามันจะไม่กระเด็น ถ้านึกถึงแรงเหวี่ยงอย่างพวกท่าหมุนที่ไม่ใช้รอบสองรอบเนี่ย แล้วยังเรื่องของแรงกระแทก จากพวกท่ากระโดดด้วย ขนาดหูฟังแบบเกี่ยวหูแล้วอุดรูยังหลุดได้อะ
สรุป ยังไม่มี mp3 ที่ใช้ได้จริงกับนักเสก็ตโดยเฉพาะ 555 ทนแรงกระแทก ทนแรงเหวี่ยง ตกได้-ไม่พังง่าย เบาและเสียงชัด ส่วนเม้ส์ปากกา ยังไม่ได้แกะใช้เลย กำลังตบกะคอมฯอยู่ ก็มันไม่ยอมอ่านแผ่นที่อุส่าไรท์ไว้ แถมเปิดทีทำหน้า Window หาย กดอะไรไม่ได้อีกตะหาก T_T
Thursday, April 23, 2009
ความต่างของ Creative กับ Designer ในมุมมองของเรา
อย่างว่าล่ะ งานที่เราพอใจไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นงานที่ขายได้เสมอไป หรือทำให้คนทั่วไปชอบได้ และงานที่ขายได้จนติด Best Seller ก็ ไม่ได้หมายความว่าต้องเจ๋ง ต้องดีที่สุดเสมอไปเช่นกัน ถ้าจะถามว่าเพราะคนพอใจแบบนั้น หรือชอบแบบนั้นมันก็ไม่ได้ถูกซะทีเดียว อาจจะเป็นเรื่องของจิตวิทยาว่าไม่กล้าเปลี่ยนหมดซะทีเดียว หรือ จุดประสงค์ของคนที่ซื้อไปด้วย
แล้วก็... ความแตกต่างของ Creative กับ Designer อยู่ที่เอกลักษณ์ของผลงาน ไม่รู้นะว่าคิดไปเองมั้ยแต่จากที่เราไปลงครอสออกแบบโฆษณา เหมือนกับว่ากลุ่มคนที่เป็น Creative หรือกระทั่ง Producer ต้องทำงานได้หลากหลาย ได้ทุกรูปแบบ ในขณะที่ Designer โดย เฉพาะแฟชั่นจากที่เราเรียนๆมา และจากที่เราอ่านของแบรนด์ต่างๆดู คนที่ไม่มีสไตล์งานตัวเองที่ชัดเจนก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้ไม่ยืด การทำงานได้หลายแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่ได้ช่วยอะไรมากนักสำหรับคนที่ เป็น Designer แต่ถ้างานที่ออกมามี การปรับเปลี่ยนที่คงอารมณ์รูปแบบ หรือลักษณะเฉพาะตัวที่สะท้อนจากงานไม่ได้ต่างไปจากผลงานที่เคยทำๆมา กลับทำให้คนเชื่อมั่นมากกว่า และตัดสินใจที่จะอุดหนุนต่อไป
เป็นไปได้ว่า Designer จะ ไปเน้นที่แบรนด์ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คือแบรนด์ จะต้องมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ให้คนที่จะมาเป็นลูกค้ารู้ว่ามันต่างกับคนอื่นตรงไหน ยังไง เสริมบุคลิกของลูกค้ากลุ่มนั้นๆให้เป็นตัวเค้าเองได้เต็มที่แค่ไหน
Sunday, March 15, 2009
ถ้ามีโอกาสนั่งตำแหน่งสูงๆความคิดแบบนี้จะเปลี่ยนมั้ย?
ดูแค่ผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างเดียว
เลือกแต่คนมีประสบการณ์จากการทำงานแบบทางการ
มองข้ามความสามารถที่พัฒนาทีหลังได้
แล้วเมื่อไหร่จะเรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้วได้เต็มปาก??
การที่ลงมือทำบางอย่างแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่วาจะไม่ได้อะไรจาการลงมือทำไม่ใช่เหรอ?
ประสบการณ์บางอย่างที่อาศัยระยะเวลาเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต้องมีคนรับรองด้วยเหรอ?
เลือกเอาแต่คนหน้าตาดีๆ ไม่คิดบ้างเหรอว่า วันๆเค้าอาจจะห่วงสวยมากว่าสร้างผลงาน?
ถ้าเลือกคนที่มีความสามารถตรงกับที่ต้องการ แต่คนคนนั้นกลับไม่พัฒนาอะไรต่อล่ะ?
คิดขวางโลกกับคิดนอกกรอบ ต่างกันนิดเดียว!!
เอาสมองไปคิดเรื่องไร้สาระต่อดีกว่า...
แล้วบางที เรื่องไร้สาระที่ว่าก็ไม่ได้ไร้สาระเสมอไป
Saturday, November 29, 2008
ทริปส่งท้าย UK
สำหรับทริปนี้เดินทางไป York - Blackpool - Edinburgh (Scotland)
York
ไม่มีอะไรมากไปกว่าเดินชมเมือง บนกำแพงเมืองที่เป็นท่อนๆ และเข้าชม Viking ที่เค้าห้ามถ่ายรูปแต่ก็พยายามจะแอบถ่ายมา และแล้วก็ได้มาแบบไม่ชัด เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสได้แวะไปเมืองนี้ ลองเข้าไปดูเองจะดีกว่า ^^ เค้าเรียกว่า Jorvik Center ล่ะ
ที่ Jorvik ที่ไปมาเค้ามีการนำเสนอที่น่าสนใจมาก เข้าไปในห้องแรก เค้าทำเป็นว่าเราเข้าไปใน Time Machine ย้อนเวลากลับไปในสมัยที่มีพวกไวกิ้ง แล้วเครื่อง error จากนั้นก็ออกไปนั่งรถพาชม ที่รถเค้าจะมีให้กดเลือกภาษาที่จะบรรยายตลอดทางที่นั่งชม เนื้อหาที่บรรรยายจะเล่าประวัติ ความเป็นมา ความเป็นอยู่ของชาวไวกิ้ง ซึ่งแต่ละฉากจัดได้สวยและเหมือนจริงมาก กระทั่งกลิ่นยังมีล่ะ ส่วนที่นั่งรถชมฉากต่างๆกินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วออกมาจะเป็นส่วนของนิทรรศการที่แสดงเครื่องมือ อาวุธ และโครงกระดูกของชาวไวกิ้งที่ต่างกับคนในปัจจุบันอย่างเก็นได้ชัดเลยล่ะ
แต่เสียดายที่โซนที่มีให้ชมไวกิ้งนี่ไม่ค่อยมีร้านอาหารอะไรให้แวะเข้าไปทาน เลยต้องโซ้ยแซนด์วิชมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ไปแทน -_-"
Blackpool
สำหรับเมืองนี้เราเดินทางออกจากเมือง York มาเมื่อตอนเย็นๆ ถึงที่เมืองนี้ค่ำๆก็เข้าที่พัก รอเที่ยวสวนสนุก Blackpool Pleasure Beach กับเครื่องเล่นสูงๆ เน้นแต่รถไฟเหาะเป็นตัวหลักๆกันเลยทีเดียว ขนาดล่องแก่งยังทำคล้ายรถไฟเหาะไปด้วย ทุลักทุเลกันเล็กน้อยในตอนเช้า เพราะว่าต้องเช็คเอาท์ออกจากที่พักแล้วเอากระเป๋าไปด้วย ลากเดินกันไปหาที่ฝาก ยังไม่พอ ที่เช็คมา เน็ตบอกว่าสวนสนุกเปิด 11.00 น. แต่พอไปจริงๆกันเปิดเที่ยง แล้วยังฝนตกอีก ดีที่แถวนั้นมีร้านเกม จริงๆมันเหมือนร้านเกมกึ่งๆบ่อนเล็กน้อย ^^ ก็เล่นรอไปก่อน พอสวนสนุกเปิดก็เอากระเป๋าไปฝาก เค้าคิดใบละปอนด์แต่ต้องไปรับก่อนหกโมงเย็น ส่วนบัตรเข้าเค้ามีบาร์โค้ดไว้แสกนเวลาเข้าไปเล่นแต่ละอย่าง โชคดีที่ไม่ได้รีบจองเพราะถ้าราคาปกติ ยี่สิบปอนด์กว่าๆเลย ไม่รวมโชว์ (ที่นี่เค้ามีสองแบบให้เลือกชม คือเป็น on ice เรียก Hot Ice Show กับที่คล้ายๆ คาบาเร่ต์กึ่งกายกรรมเรียก Forbidden) แต่ตุลาที่ไปนี่เค้ามีโปรโมชั่น 20 ปอนด์เท่ากันรวมโชว์ให้เลือก 1 โชว์ จะไปเสียเปรียบที่เด็กน่ะล่ะที่ต้องไม่สูงกว่า 1 เมตร แต่ถึงจะสูงกว่าก็ได้เล่นอยู่ไม่กี่อย่างเอง เครื่องเล่นเหมาะสำหรับคนที่ชอบรถไฟเหาะจริงๆเท่านั้นล่ะ
อ่อ บัตรไม่จำกัดอย่างและรอบ ขนาดที่ไปเล่นกันเกือบครบ ถ้าไม่นับอันที่ไม่เปิดแล้วนะ ยังเล่นได้แค่อย่างละรอบเอง เครื่งเล่นที่พลาดไม่ได้เค้ามีลงไว้ใน แผนที่ให้แล้วนะ แต่เราก็แนะนำดว้ยว่า เล่นล่องแก่งก่อนเลย เพราะเปียกสุดๆ แล้วไปเล่นอย่างอื่นจะได้แห้งไง อิอิ ล่องแก่งเจ๋งมากๆ จัดฉากยังกะเข้าไปดู Jorvik Viking อีกรอบเลย แต่ว่าเค้ามีทั้งไฟจริง น้ำแข็ง หิมะจริง ไม่พอ มีถอยหลัง ตกหลุมอีก สนุก เสียวดี และเปียกมากก หุหุ แล้วเค้าจะมีส่วนขึ้นลงเยอะกว่าล่องแก่งธรรมดาด้วยนะ (ก็มาเมืองรถไฟเหาะนิ) เล่นเครื่องเล่นตามที่มีในแผนที่ได้เลย เจ๋งจริง... แม้ว่าจาโดนคั่นด้วยออนไอซ์โชว์ไปแต่ก็แปลกไปอีกแบบ (เป็นโชว์ที่ละชุด ไม่เหมือนเป็นเรื่องๆอย่าง Disney On Ice นะ) หลังจากสนุกที่ยังไม่อยากจะเลิก หกโมงเย็นก็ต้องไปเอากระเป๋าและไปรอรถไฟ เดินทางต่อไปที่สก็อตแลนด์ คืนนี้เราไปพักที่สก็อตแลนด์กัน รถไฟรอนานมากกกก
Edinburgh
เที่ยวที่นี่สองวัน เดินเล่นซะเยอะ กว่าจะได้ที่ที่น่าสนใจ น่าเข้า และต่างกับที่เคยเข้าไปดู และแล้วก่อนกลับแบบเกือบจะพอดีกับเวลาขึ้นรถไฟก็คือ ไปดู Scotwhisky Experience ถึงจะคนละหลายตังค์ แต่ได้แก้วที่เค้าให้ชิมกลับมาด้วย เค้าจะมีสอนเกี่ยวกับวิสกี้ เริ่มจากส่วนให้ชิม ว่าต้องดูอะไรบ้าง แล้วเข้าไปฟังขั้นตอนการผลิตที่แบ่งเป็นห้องๆ ตามด้วยนั่งรถชมประวัติความเป็นมาอีกประมาณ 20 นาทีได้
